แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ health แสดงบทความทั้งหมด

วิธีออกกำลังกายเพื่อแก้ปัญหา และเพิ่มพลังเซ็กซ์ให้คุณ

การออกกำลังกายนั้นนอกจากจะทำให้คุณมีสุขภาพ และรูปร่างที่ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกิจกรรมเข้าจังหวะของคุณด้วย และบทความต่อไปนี้จะกล่าวถึงวิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายอยากเพิ่มพลังให้กับกิจกรรมทางเพศ

boost your sex performance by exercise

คงน่าเหนื่อยใจไม่น้อยถ้าขณะที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมเข้าจังหวะอยู่ แต่ดันมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขึ้นมาซะได้ หรือเกิดอาการเหนื่อยหอบหมดแรงไปต่อไม่ไหว ซึ่งอาจจะส่งผลกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้ หากคุณต้องการเป็นผู้คุมเกม คุณสามารถแก้ปัญหาทั้งหกอย่างนี้ได้ด้วยการออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้เรื่องที่เคยผิดพลาดเกินขึ้นอีกในอนาคต

1. คุณยังอึดไม่พอ

วิธีแก้: เพิ่มการทำคาร์ดิโอ

"ว่ากันตรงๆ เลยผู้หญิงจะใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะไปถึงจุดสุดยอดได้เมื่อเทียบกับผู้ชาย" กล่าวโดย ดร. Felicia Stoler, DCN, MS, RD, FACSM ดังนั้นความแข็งแรงของหัวใจและปอดนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณผู้ชาย เพราะว่าถ้าคุณแข็งแรงไม่พอคุณจะไม่สามารถควบคุมจังหวะหายใจได้ และนั้นจะทำให้คุณถึงจุดสุดยอดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีกับคู่นอนของคุณอย่างแน่นอน

และอีกอย่างคือผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบเหงื่อที่เปียกโชกของคุณมากนัก ซึ่งถ้าคุณทำคาร์ดิโอจนร่างกายแข็งแรงมันจะช่วยปกป้องไม่ให้เหงื่อของคุณออกมากเกินไป

(เพิ่มเติม: คาร์ดิโอแบบไหนที่เหมาะกับคุณ)

2. ขาของคุณหมดแรงขณะเข้าด้ายเข้าเข็ม


วิธีแก้: ฝึกท่า สคอท (Squat) และท่าย่อตัวพิงกำแพง (Wall Sit)

ไม่ว่าจะเป็นท่ามาตรฐาน, ยกคู่รักของคุณพิงกับกำแพง, หรือให้คู่รักของคุณอยู่ข้างบน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขานั้นมีส่วนสำคัญ ถ้าขาของคุณเล็กอย่างกับตะเกียบ คุณอาจจะมีปัญหาในเรื่องนี้

"ในกรณีนี้คุณสามารถฝึกท่า สคอท (squat) และท่าย่อตัวพิงกำแพง (wall sit) ซึ่งทั้งสองท่านี้เป็นตัวเลือกที่ดีในการเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quad) และกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring)
" Stoler กล่าว

(เพิ่มเติม: 10 วิธีสร้างกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว)

3. รู้สึกไม่สบายตัวขณะเคลื่อนไหว

วิธีแก้: ผ่อนคลายสะโพก

"เมื่อร่างกายของคุณมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ความคิดสร้างสรรค์ของคุณจะมากขึ้นด้วย" Stoler กล่าว "ในแง่ของการผ่อนคลายขาและสะโพก ให้คุณลองฝึกยืดกล้ามเนื้อด้วยท่า leg swing อย่างเป็นประจำ"

ท่า Leg Swing สามารถทำได้ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง หรือจะเป็นด้านข้างทั้งสองข้างก็ได้ หลังจากฝึกเสร็จแล้ว คุณจะรู้สึกผ่อนคลายทุกๆ ส่วนรอบๆ สะโพกของคุณ


(เพิ่มเติม: ท่ายืดกล้ามเนื้อตอนเช้าเพื่อสร้างร่างกายให้แข็งแรงขึ้น)

4. ร่างกายของคุณแข็งเกินไป

วิธีแก้: ยืดกล้ามเนื้อ

นอกจากการสร้างขนาด และความแข็งแรงให้กับมัดกล้ามเนื้อของคุณแล้ว คุณควรเพิ่มความกระชับให้กล้ามเนื้อของคุณบาง หากคุณมีปัญหาในการก้มโค้ง หรือบิดตัว คุณควรเพิ่มระยะเวลาในการวอร์มอัพ และการยืดกล้ามเนื้อให้มากขึ้น

ควรยืดกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกายเสร็จ ไม่ใช่ก่อนออกกำลังกาย หลังจากที่คุณบริหารกล้ามเนื้อ คุณควรยืดกล้ามเนื้อด้วยการยืดแล้วค้างไว้ (Static stretching) ประมาณ 30 วินาที แต่ละกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งาน สำหรับก่อนออกกำลังกายให้คุณวอร์มอัพเพียงแค่เพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกายก็พอ โดยการเดินบนลู่วิ่ง และยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหว (Dynamic stretching)

(เพิ่มเติม: ยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย ดีจริงหรือ?)

5. มีปัญหาในการประคองร่างกายตัวเอง

วิธีแก้: ดันพื้นและแพลงค์ (Plank)

การดันพื้น (Push Up) จะใช้กล้ามเนื้อหน้าอก, หลังแขน, ไหล่, และลำตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าออกกำลังกายที่ดีมากโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ในการออกกำลังกาย

การประคองร่างกายของคุณเป็นกุญแจสำคัญ การดันพื้นจะช่วยเพิ่มพลังในการประคองตัวเองได้มากขึ้น

ส่วนท่าแพลงค์ (Plank) จะเพิ่มความแข็งแรงให้กับช่วงลำตัว (Core) ซึ่งช่วยการประคองตัวเป็นได้อย่างราบรื่นขึ้น

(เพิ่มเติม: วิธีฝึกท่า Plank: เพิ่มความแข็งแรงของช่วงลำตัว)

6. การหย่อยสมรรถภาพทางเพศ

วิธีแก้: กินคลีน

มีหลายสิ่งที่สามารถทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ อย่างเช่นผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางอย่าง เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้คุณจำเป็นต้องหัดทานอาหารเพื่อสุขภาพ และออกกำลังกายเป็นประจำ ดร. Stoler ชี้ให้เห็นว่าการมีระดับคลอเลสเตอรอลที่สูงนั้นสามารถทำให้เกิดปัยหานี้ได้ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจเกิดได้จากปัญหาการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย หรือการได้รับไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) มากเกินไป, ได้รับใยอาหารน้อยเกินไป, หรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ

(เพิ่มเติม: ควรมีคลอเรสเตอรอลเท่าไร ถึงจะเรียกว่าสุขภาพดี)

ที่มา: MuscleAndFitness
read more →

วิธีเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ด้วยวิธีธรรมชาติ

ด้วยวิธีการง่ายๆ เหล่านี้จะทำให้คุณสามารถเพิ่มระดับของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone)  ให้สูงขึ้นโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้พัฒนาการในการสร้างกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพมากขึ้น และแน่นอนรวมถึงเรื่องเพศด้วย

ทานอาหารที่อุดมณ์ไปด้วยโพแทสเซียม
หนึ่งในสามของผู้ชายชาวอเมริกาประสบปัญหาจากความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลเสียกับหัวใจของคุณอีกทั้งยังทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตอ่อนแอลง เป็นสาเหตุให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวยากขึ้น แต่โพแทสเซียมช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่ได้รับโพแทสเซียมมากกว่าจะสามารถรักษาระดับความดันของเลือดที่อยู่ในช่วงสุขภาพดีได้ง่ายขึ้น แหล่งของอาหารที่อุดมณ์ไปด้วยโพแทสเซียมประกอบไปด้วย ผักขม, มันฝรั่ง, ถั่วลิสง, ฟักทอง, แคนตาลูป, มะเขือเทศ, กล้วย, ลูกพีช, กีวี, และโยเกิร์ต


ลดเค็ม
เกลือไหลเวียนไปกับน้ำในร่างกาย ดังนั้นยิ่งคุณทานเกลือมากเท่าไร ของเหลวจากส่วนอื่นๆ จะถูกถ่ายเทเข้ามาในกระแสโลหิตซึ่งทำให้ความดันโลหิตของคุณสูงขึ้น และส่งผลให้อวัยะเพศชายอ่อนแอลง เพื่อที่จะลดความดันโลหิตลงโดยธรรมขาติ ควรทานโซเดียมให้น้อยกว่า 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน ถ้าคุณมีความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ควรทานโซเดียมให้น้อยกว่า 1,500 มิลลิกรัม คุณสามารถดูปริมาณโซเดียมของอาหารที่คุณทานได้จากข้อมูลโภชนาการ ดังนั้นควรลดปริมาณของอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น เครื่องปรุงรสต่างๆ

ถ้าคุณสูบบุหรี่ เลิกมันซะ
การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียดของเลือดจะกลับมาดีขึ้นทีละเล็กน้อย หลังจากคุณเลิกสูบประมาณ 2-3 สัปดาห์

(เพิ่มเติม: 5 วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชาย ที่จะช่วยให้ชีวิตเซ็กส์ดีขึ้น)

สารอาหารที่ช่วยบำรุงเชื้ออสุจิ
1. วิตามิน E
สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นในการแปลงวิตามิน B12 ให้อยู่ที่รูปที่พร้อมใช้งาน สามารถพบได้ใน น้ำมันเมล็ดทานตะวัน, น้ำมันคาโนล่า, จมูกข้าวสาลี, ธัญพืช, และผักใบสีเขียว และจำไว้ว่าไม่ได้รับวิตามิน อี เกินกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

2. วิตามิน B12
แหล่งที่มีคุณภาพของอยู่ในรูปของโปรตีนจากสัตว์ เช่น เนื้อไก่, เนื่อไม่ติดมัน, นมไขมันต่ำ, และไข่ ทั้งหมดนี้เป็นวิตามินที่สำคัญซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มจำนวนของอสุจิให้มากขึ้นได้ ควรได้รับวิตามิน B12 อย่างน้อย 2.4 ไมโครกรัมต่อวัน

3. สังกะสี (Zinc) และวิตามิน C
การขาดสังกะสี (Zinc) และวิตามิน C อาจทำให้จำนวนของอสุจิลดลง ควรได้รับวิตามิน C 90 มิลลิกรัมต่อวันจากแหล่งอาหารเช่น ผลไม้ประเภทส้ม, เบอร์รี่, และพริกหวานสีแดง และควรได้รับสังกะสี (Zinc) 11 มิลลิกรัมต่อวันจากแหล่งอาหารเช่น  หอย, นม, ธัญพืช, เนื้อแดง, สัตว์ปีก, และเมล็ดฟักทอง

(เพิ่มเติม: 5 อาหารเสริมที่ดีที่สุดสำหรับผู้ชาย)


การนอนหลับ
การนอนที่เป็นเวลาในแต่ละคืนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการควบคุมน้ำหนัก, ฮอร์โมน, และการฟื้นฟูร่างกายจากการออกกำลังกาย เมื่อคุณนอนหลับกล้ามเนื้อของคุณจะได้พักผ่อน และความดัยโลหิตจะลดลงเพื่อให้หัวใจและระบบไหลเวียดของเลือดผ่อนคลาย ผู้ที่ประสบปัญหากับการนอนหลับจะมีระดับของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ต่ำลงและมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวาน คุณสามารถปัฏิบัติวิธีการเหล่านี้เพื่อแก้ปัญหาการนอนหลับของคุณ

1. ทานอาหารที่อุดมณ์ไปด้วยทริปโตเฟน (Tryptophan)
ทริปโตเฟน (Tryptophan) คือกรดอะมิโนที่ร่างการไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ และสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ และพืชที่มีโปรตีน การรวมกันของทริปโตเฟน (Tryptophan) และคาร์โบไฮเดรตจะส่งสัญญาณให้อินซูลินบอกร่างกายให้ย้ายกรดอะมิโมไปยังกล้ามเนื้อของคุณ ซึ่งทริปโตเฟน (Tryptophan) จะช่วยบรรเทาอาการทางสมองอย่างเช่น อาการนอนไม่หลับ, ซึมเศร้า, ความเครียด, และความกังวล ทริปโตเฟนพบได้ใน นม, เนย, ไข่, เนื้อสัตว์, เนื้อปลา, ถั่วลิสง ,อัลมอนด์ ,กล้วย คอทเทจชีส และอาหารที่มีโปรตีนสูงทุกชนิด

2. จำกัดปริมาณคาเฟอีน (Caffeine)
เครื่องดื่มจำพวก กาแฟ, ชา, น้ำอัดลม, ยาและอาหารเสริมบางชนิด, และเครื่องดื่มชูกำลังสามารถเก็บคาเฟอีนในร่างกายได้นานถึง 6 ชั่วโมง ถ้าคุณมีปัญหากับการนอนหลับ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทนี้หลังเที่ยงวัน ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรดื่ม

3. ดอกคาโมไมล์ (Chamomile)
ชาจากดอกคาโมไมล์ทำหน้าที่เป็นตัวกล่อมประสาทอ่อนๆ ซึ่งช่วยให้คุณผ่อนคลาย แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาจากดอกคาโมไมล์ก่อนถึงเวลาเข้านอน เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นมาเข้าห้องน้ำระหว่างการนอนหลับ

4. หลีกเลี่ยงมื้อใหญ่ก่อนเข้านอน
การทานอาหารมากๆ ในช่วงใกล้เข้านอนเกินไปสามารถทำให้คุณรู้สึกตื่นตัวได้ ถ้าคุณรู้สึกหิวมากผิดปกติในช่วงเวลาดังกล่าว ให้ลองเพิ่มอาหารว่างในยามบ่าย เช่น เมล็ดแอลมอนด์ดิบกับผลไม้ชิ้นเล็กๆ

5. โคลีน (Choline)
โคลีน (Choline) เป็นสารอาหารสำคัญที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของวิตามิน ซึ่งถูกผลิตในร่างกายในปริมาณที่น้อย โคลีน (Choline) นั้นยังเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญในการทำหน้าที่สื่อประสาทไปยังการทำงานต่างๆ ของร่างกายรวมถึงการนอนหลับ โคลีน (Choline) สามารถพบได้จากแหล่งอาหารดังนี้ นม, พีนัท, วอลนัท, ผักคะน้า, ส้ม, มะเขือเทศ, จมูกข้าวสาลี, ข้าวโอ๊ต, กะหล่ำปลี, และไข่

ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) และการเผาผลาญอาหาร (Metabolism)
ผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตฐานสามารถลดสภาวะการเจริญพันธุ์ได้เนื่องจากความไม่สมดุลย์ของฮอร์โมน สละเวลาในการวางแผนมื้ออาหารและโปรแกรมออกกำลังกายของคุณล่วงหน้าจะช่วยทำให้ร่างกายของคุณสามารถเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยรักษาระดับของฮอร์โมนได้ดีขึ้นด้วย ลองใช้เทคนิคทั้งห้าข้อนี้ช่วยในการลดน้ำหนัก

(เพิ่มเติม: 10 วีธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเผาผลาญพลังงาน)

1. ทานข้าวเช้าทุกวัน
การเผาผลาญอาหารของคุณจะช้าลงขณะที่คุณกำลังหลับ การทานอาหารที่มีคุณค่าในตอนเช้าภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากคุณตื่นนอนจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญอาหาร และช่วยให้ความอยากอาหารในมื้อเที่ยงลดน้อยลง

2. อย่าให้ท้องว่างเกินสี่ชั่วโมง
กำหนดเวลาทานอาหารทุกๆ สี่ชั่วโมงจะช่วยให้รักษาระบบเผาผลาญอาหารทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งช่วยให้ร่างกายของคุณใช้พลังงานมากขึ้นประมาณ 10 % ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด โดยพลังงานถูกใช้ในการย่อยอาหาร และการอดข้าวนั้นเป็นสาเหตุให้ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone)  ลดลง ดังนั้นควรแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ ทั้งวันแทนที่จะเป็นมื้อใหญ่แค่ 3 มื้อต่อวัน

3. อย่าทานน้อยเกินไป
การลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้น คุณจำเป็นต้องลดปริมาณของอาหารที่คุณทานเข้าไป แต่การทานน้อยเกินไปนั้นจะทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารของคุณทำงานได้ช้าลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลงและทำให้ร่างกายของคุณเข้าสู่

(เพิ่มเติม: ควรทานกี่แคลอรี่เพื่อลดน้ำหนัก)

4. ความสมดุลระหว่างเวทเทรนนิ่งและคาร์ดิโอ
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอสามารถเผาผลาญพลังงานได้มาก แต่การออกกำลังกายโดยเวทเทรนนิ่งนั้นสามารถเผาผลาญพลังงานได้หลังจากฝึกเสร็จ หรือที่เรียกว่า "after burn" และยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อมากเท่าไร การเผาผลาญพลังงานก็ยิ่งมากตาม ควรทำคาร์ดิโอเป็นปรำจะประมาณ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และอย่าลืมแบ่งเวลาสำหรับเวทเทรนนิ่งด้วย

5. ทานโปรตีนทุกมื้อ
ร่างกายของคุณจำเป็นต้องใช้พลังงานในการย่อยอาหาร สารอาหารทั้งสามอย่างคือ โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, และไขมัน ซึ่งโปรตีนเป็นอาหารที่ย่อยช้าที่สุด และใช้พลังงานในการย่อยมากที่สุดเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงต้องเพิ่มโปรตีนในทุกๆ มื้อ แหล่งของโปรตีนประกอยไปด้วย เนื้อ, ปลา, ถั่ว, นัท, และนมไขมันต่ำ

(เพิ่มเติม: กฎ 5 ข้อของการเบิร์นไขมันอย่างรวดเร็ว)


ที่มา: MuscleAndFitness
ที่มารูปภาพ: kansascity.legalexaminer

read more →

วิตามินและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง (ตอนที่ 4)


บทความนี้เป็นบทความที่ 4 ของซีรี่ย์วิตามินและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง ท่านสามารถติดตามตอนก่อนหน้าได้ตามนี้
วิตามินและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง ตอนที่ 1
วิตามินและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง ตอนที่ 2
วิตามินและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง ตอนที่ 3

ในตอนที่ 4 นี้เราจะพูดถึงสารอาหาร 4 ชนิด ได้แก่ โปรไบโอติก(Probiotic), โคเอนไซม์ คิวเทน (Coenyzyme Q10), ชาเขียว(Green tea), และสารสกัดจากเมล็ดองุ่น(Grape Seed Extract) เรามาดูตัวแรกกันเลยดีกว่า

12. โปรไบโอติก (Probiotic)



ประโยชน์และหน้าที่
โปรไบโอติกเป็นแบคทีเรียที่อยู่ในสภาพมีชีวิต ที่อยู่ในรูปอาหารหรือผลิตฑ์อาหารเสริม เราสามารถพบโปรไอโบติกได้ทั่วไป เช่น ในโยเกิร์ต และนมเปรี้ยว ประโยชน์ของโปรไบโอติกจะช่วยในเรื่องการทำงานของระบบขับถ่าย, สามารถลดอาการท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อได้, เป็นยาเคมีบำบัด, และช่วยเบาเทาอาการโรคลำไส้แปรปรวน

ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
ในอดีตมีงานวิจัยทางคลินิคที่ได้รับการตีพิมพ์ว่าการบำบัดด้วยโปรไบโอติคสามารถช่วยลดจำนวนของผู้ป่วยลงได้ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ที่ป่วยเป็นโรคท้องเสีย, โรคติดเชื้อราในช่องคลอด, โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ, โรคลำไส้แปรปรวน, และโรคติดเชื้อในลำไส้ อีกทั้งยังได้ลดและบรรเทาอาการของไข้หวัดอีกด้วย




พบได้ที่ไหน
โปรไบโอติคพบได้ในโยเกิร์ต, นมเปรี้ยว (ที่ไม่ใช่นมเปรี้ยวพร้อมดื่มยูเอชที), นมหมัก (kefir), และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ

13.โคเอนไซม์ คิวเทน (Coenyzyme Q10)



ประโยชน์และหน้าที่
โคเอนไซม์ คิวเทนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเซลล์ ช่วยเซลล์จัดการพลังงานภายในร่างกาย, และเป็นสารต้านอนุมูลอิสะ(antioxidant) ที่ดีเยี่ยม

ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
นักวิจัยบางคนเชื่อว่า โคเอนไซม์ คิวเทน (CoQ10) อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของหัวใจโดยช่วยลดความดันของเลือดแล้วช่วยเพิ่มระดับของ ecSOD, เอมไซม์ที่ไหลผ่านจะช่วยปกป้องเส้นเลือดจากการโดนทำลาย อีกทั้งยังมีการศึกษาที่นำเสนอว่า CoQ10 สามารถช่วยต่อต้านมะเร็ง, โรคพากินสัน (Parkinson's disease), และโรคฮันติงตัน (Huntington's disease) CoQ10 ยังใช้เพิ่มสมรรถภาพของร่างกายในขณะที่ออกกำลังกายอีกด้วย โดยสามารถช่วยลดอากาารบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้

พบได้ที่ไหน
โคเอนไซม์ คิวเทน เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติภายในร่างกาย แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น การผลิตโคเอนไซม์ คิวเทนจะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นมีเพียงวิธีเดียวที่จะเพิ่มระดับของโคเอนไซม์ คิวเทนภายในร่างกายคือการทานโคเอนไซม์ คิวเทนในรูปของอาหารเสริม

14.ชาเขียว (Green tea)



ประโยชน์และหน้าที่
ชาเขียวเป็นสารอาหารที่อุดมณ์ไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant)

ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
Epigallocatechin-3-gallate (EGCG) คือ สารต้านอนุมูลอิสระที่ถูกศึกษามากที่สุดพบได้ใน ชาเขียว จากการศึกษาพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจได้ โดยสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยลดระดับโคเรสเตอรอล, ช่วยป้องกันโรคผื่นคัน, ช่วยป้องกันมะเร็ง, และมีคุณสมบัติที่ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเนื้องอกผิวหนัง

พบได้ที่ไหน
ชาเขียวสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ควรเลือกดื่มชาเขียวที่เป็นชาเขียวสกัดแท้ๆ ไม่ใช่ชาเขียวที่อยู่ในรูปของน้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเยอะๆ (ถ้าคุณไม่ชอบดื่มหรือไม่ชอบรสชาติของชาเขียว คุณสามารถเลือกที่จะรับประทานเป็นอาหารเสริมได้)

15. สารสกัดจากเมล็ดองุ่น(Grape Seed Extract)



ประโยชน์และหน้าที่
สารสกัดจากเมล็ดองุ่นช่วยรักษาอาการที่ถูกอนมูลอิสระทำร้าย เช่น โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, และมะเร็ง

ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
นักวิจับสัตว์เบื้องต้นจากมหาวิทยาลัยอลาบามา ที่เมืองเบอร์มิงแฮม (Universoty of Alabama, Birmingham) ได้แสดงผลงานว่าสารสกัดจากเมล็ดองุ่นสามารถช่วยป้องกันสมองในสภาะวะสมองเสื้อมและยังช่วยลดการเจริญเติบโตของมะเร็วผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสรังสี UVB ในรูปของเม็ดยาสารสกัดจากเมล็ดองุ่นยังช่วยรักษาระดับของคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งสารทั้งสองนี้ช่วยในเรื่องผิวพรรณสวยงาม เปร่งปรั่ง

พบได้ที่ไหน
สารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะอยู่ในรูปของอาหารเสริม เช่น แคปซูล, เม็ด, และในรูปของของเหลว


ที่มา: womenshealthmag
read more →

อาหาร 10 อย่างที่ช่วยให้ผิวสวย


การทานอาหารและสุขภาพผิวนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกัน การเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพผิวจะช่วยให้ผิวของคุณดูสวยขึ้น, เปร่งปรั่ง, และมีสุขภาพผิวดียิ่งขึ้น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์หลายๆ ประเภทจะช่วยทำให้ผิวของคุณดูดีกว่าที่เคยเป็นมาก่อน

บทความโดย Madeline Vann, MPH

ผิวเราก็เปรียบเสมือนหน้าต่างสู่ร่างกายเราทั้งหมด การเลือกทานอาหารบางอย่างที่ดีต่อสุขภาพผิวจะช่วยทำให้สุขภาพผิวของคุณดีขึ้น และการเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะทำให้สุขภาพคุณดีขึ้น เมื่อคุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น ผิวของคุณก็จะดูสวยขึ้นเพราะว่าผิวของเราจะเป็นตัวบอกสุขภาพของเรา มีสารอาหารมากมาย และน้ำมันที่ดีที่เมื่อเราทานเข้าไปแล้วจะช่วยเรื่องความกระชับของผิว และช่วยทำให้ผิวดูสว่างยิ่งขึ้น นอกจากการเลือกทานอาหาที่ดีต่อผิวแล้วควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงเพราะมันจะทำลายผิวของคุณ แล้วคุณจะพบผลลัพธ์ที่ดีที่เกิดขึ้นกับผิวของคุณ

1. บลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่อุดมณ์ไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหรือที่เรียกกันว่าสารแอนตี้ออฟซิแดนซ์ (antopxodants) ซึ่งจะช่วยต่อสู้กับริ้วรอยบนผิวของคุณ และบลูเบอร์รี่ยังเป็นแหล่งที่อุดมณ์ไปด้วยวิตามินซี บลูเบอร์รี่มีบทบาทมากในเรื่องช่วยแก้ปัญหาผิวต่างๆ บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อย คุณสามารถทานได้โดยทานร่วมกับของหวาน, ซีเรียล, สลัดหรือทานสดๆ เลยก็ยังได้





แหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ ที่อยู่ในอาหารที่จะช่วยให้สุขภาพผิวของคุณดีขึ้นประกอบไปด้วย ไวน์แดง และดาร์คช็อกโกแลต เป็นต้น ขอแนะนำว่าคุณควรเลือกทานผักและผลไม้ในขณะที่ยังสดอยู่ และพยายามทานที่ไม่ผ่านการปรุงสุก เพราะผักและผลไม้สดๆ จะมีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากกว่าเมื่อถูกปรุงสุก



2. ปลาที่มีไขมัน

ปลาเป็นแหล่งที่อุดมณ์ไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเนส่วนหนึ่งที่ทำให้สุขภาพผิวดีขึ้น โอเมก้า 3 เป็นแหล่งของน้ำมันที่ดีที่ช่วยในเรื่องลดการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งถ้าจะทานโอเมก้า 3 ให้เพียงพอสามารถเลือกทานได้ในรูปแบบของอาหารเสริม ผู้คนส่วนใหญ่พยายามตัดไขมันออกจากอาหารที่พวกเขากิน แต่การที่ไม่ได้ทานไขมันเลยอาจทำให้ผิวคุณประสบกับปัญหา กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพ และการที่ร่างกายขาดไขมันจะทำให้ผิวของคุณแห้ง และกร้าน ปลาที่มีไขมันประกอบไปด้วย ปลาแซลมอน, ปลาซาดีน, ปลาแมคเคอแรล, และปลาทูน่า เป็นต้น 3. โฮลวีต

เมื่อคุณเลือกจะทานขนมปังคุณควรเลือกเป็นขนมปังโฮลวีตหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโฮลเกรน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นอาหารที่ดีต่อผิว ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าขนมปังขาวหรือพาสต้า ในขนมปังขาวและเส้นพาสต้าขาวมีอินซูลินในปริมาณสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผิวของคุณ ส่วนในโฮลเกรนจะมีไฟเบอร์เป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งถ้าระบบย่อยอาหารของคุณมีปัญหามันก็จะส่งผลกระทบกับผิวของคุณ ทำให้สุขภาพผิวของคุณเสีย 4. น้ำเปล่า

ผิวของคุณคงไม่นุ่มชุ่มชื้นแน่ๆ ถ้าร่างกายคุณขาดน้ำ และแน่นอนผิวคุณจะแห้งเมื่อมันขาดน้ำมากๆ ดังนั้นคุณควรดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ น้ำเปล่าเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะนอกจากจะเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลแล้ว ยังเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ให้พลังงานเหมาะสำหรับคนที่ควบคุมจำนวนแคลอรี่อีกด้วย 5. ชาเขียว

ชาเขียวมีประโยชน์สองอย่างกับผิวของคุณ ในชาเขียวมีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยต่อสู้กับริ้วรอยบนผิว และการการดื่มชาเขียวยังช่วยเติมน้ำให้กับร่างกายด้วย 6. โยเกิร์ตไขมันต่ำ

โยเกิร์ตมักจะถูกแนะนำว่าเป็นอาหารที่ดีต่อผิวเนื่องจากในโยเกิร์ตมีส่วนประกอบของโปรไบโอติก(probiotics) หรือก็คือแบคทีเรียที่อยู่ในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ และเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถช่วยฟื้นฟูผิวในสภาพต่างๆ เช่น โรคผิวหน้าแดง (rosacea) หรือโรคผิวอักเสบ 7. มันเทศ

มันเทศอุดมณ์ไปด้วยวิตามินเอซึ่งเป็นส่วนช่วยเรื่องริ้วรอยเหี่ยวย่นและริ้วรอยที่เกิดการอายุที่มากขึ้น มีครีมหลายตัวที่ร้านเครื่องสําอางค์ในท้องตลาดที่มีส่วนประกอบของวิตามินเอ แต่เราไม่แนะนำให้ซื้อใช้เองเนื่องจากอาจมีสารประกอบวิตามินเอมากเกินไป ซึ่งอาจจทำให้ผิวของคุณแห้ง และระคายเคือง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพผิวโดยการเลือกรับประทานมันเทศหรืออาหารอื่นๆ ที่อุดมณ์ไปด้วยวิตามินเอ เช่น มะเขือเทศ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้สุขภาพผิวดีขึ้น 8. บล็อคโคลี่

บล็อคโคลี่และผักสีเขียวอื่นๆ เป็นแหล่งอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับผิว ผักสีเขียวประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆ ที่ผิวของคุณต้องการ ผักยิ่งมีสีเขียวเข้มเท่าไรยิ่งดี ในดอกของบล็อคโคลี่ที่มีสีเข้มจะมีวิตามินเอ และวิตามินซีมากกว่าดอกสีซีดๆ และวิตามินทั้งคู่นี้ช่วยในเรื่องต่อต้านริ้วรอยและความหมองคล้ำของผิว




9. อะโวคาโด

อะโวคาโดอุดมณ์ไปด้วยไขมันที่ดีต่อสุขภาพ, วิตามินเอและวิตามินซี, และไฟเบอร์ ซึ่งสิ่งเปล่านี้เป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมที่จะช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้นแต่ช่วยต่อสู้กับริ้วรอยต่างๆ อะโวคาโดเป็นส่วนประกอบที่พบบ่อยในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว แต่คุณสามารถนำมาทานได้โดยใส่ลงไปในสลัดจะดีกว่าเอามาวางบนหน้า 10. วิตามินดี (Vitamin D)

วิตามินดีไม่พบในอาหารตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผิวโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก คุณควรจะได้รับวิตามินดีบ่อยๆ จากแสงแดดอ่อนๆ ถ้าคุณจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในพื้นที่ที่แสงแดดเข้าไปได้ไม่เพียงพอ คุณอาจเลือกทานวิตามินดีในรูปแบบของอาหารเสริมได้ ซึ่งจะช่วยผิวของคุณดูแก่ช้าลง และยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ต้องทำงานในห้องแอร์ทั้งวัน คุณควรที่หาหาน้ำเปล่ามาจิบบ่อยๆ และเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพผิวของคุณเพื่อผิวพรรณที่มีสุขภาพที่ดีและสวยงาม ที่มา: everydayhealth
read more →

กฎแห่งความผอมของ Bob Harper



1. Drink a Large Glass of Water before Every Meal - การดื่มน้ำแก้วใหญ่หนึ่งแก้วก่อนทานข้าวจะช่วยทำให้กระเพาะของคุณรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น


2. Don’t Drink Your Calories - หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่หรือผสมน้ำตาล เช่น น้ำผลไม้, โซดา, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, น้ำอัดลม, กาแฟ (ถ้าจำเป็นต้องดื่มกาแฟให้เลือกแบบหวานน้อย)


3. Eat Protein at Every Meal - การทานโปรตีนจะทำให้ย่อยคาร์โบไฮเดรตได้ช้าลง ผลลัพธ์ที่ได้คือทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าคงที่ และช่วยรักษาความสมดุลย์ของระดับความหิวและเป็นแหล่งพลังงานที่ดี อีกทั้งยังทำให้อิ่มได้นานขึ้นด้วย


4. Slash Your Intake of Refined Flours and Grains - หลีกเลี่ยงการทานแป้งเพราะว่าจะทำให้ร่างกายสร้างอินซูลิน (insulin) ซึ่งจะทำให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องยาก
read more →

สิ่งที่ไม่ควรผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์



การศึกษาที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Alcoholism: Clinical & Experimental Research พบว่าการผสมไดเอ็ตโซดากับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คุณเมาได้เร็วขึ้น



นักวิจัยเสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับผู้เข้าร่วมการทดสอบ 3 อย่างคือ ไดเอ็ตโซดา ผสมกับ แอลกอฮอล์, โซดาธรรมดาผสมกับแอลกอฮอล์ และโซดาธรรมดาผสมกับวอดก้า แล้วทำการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จากการหายใจ (

(breath alcohol concentration หรือ

BrAC) สิ่งที่พวกเขาพบคือ ผู้ที่ดื่มไดเอ็ตโซดาผสมกับแอลกอฮอล์มีค่า
BrAC สูงกว่าผู้ที่ดื่มโซดาธรรมดากับแอลกอฮอล์และ ผู้ที่ดื่มโซดาธรรมดากับวอดก้าถึง 18%

read more →

9 วิธีในการเบิร์นไขมันง่ายๆ - ตอนที่ 2



หลังจากได้อ่านข้อที่ 1 ถึง 5 แล้วใน ตอนที่ 1 มาพบกับข้อที่ 6 ถึง 9 ในตอนที่ 2 นี้ได้เลย


6. รับวิตามิน “I”

ตัว “I” หมายถึง intensity ซึ่งมีความหมายว่า ความเข้มข้น ถ้าคุณชอบเดิน แต่คุณเดินเล่นช้าเหมือนหอยทากคลาน มันคงช่วยอะไรได้ไม่มากนัก ลองแทนที่ด้วยการใส่ วิตามิน “I” หรือ intensity เข้าไปในก้าวย่างของคุณ เดินให้เร็วขึ้นเป็น 4 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 1 ไมล์ต่อ 15 นาที ซึ่งมันจะเป็นผลดีกับระบบหลอดเลือดและหัวใจของคุณแน่นอน คุณสามารถทำสลับกันระหว่างเดินกับวิ่งจ็อกกิ้ง กุญแจสำคัญคือ การเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการค้นหาความท้าทายในการออกกำลังกายของคุณ

read more →

9 วิธีในการเบิร์นไขมันง่ายๆ - ตอนที่ 1



โดยธรรมาชาติแล้วอัตราการเผาผลาญอาหาร (metabolism) ของทุกๆ คนจะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น เช่นถ้าคุณมีอายุ 40 ปี คุณจะสามารถเผาผลาญได้ 100 ถึง 300 แคลอรี่ซึ่งเผาผลาญได้น้อยกว่าในตอนที่คุณอายุ 30 ปี กล่าวโดย ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ Pamela M. Peeke เจ้าของหนังสือ Body for Life for Women จาก University of Maryland in Baltimore และนั่นอาจทำให้คุณมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10 - 25 ปอนด์ทุกปี แต่คุณสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้และเพิ่มอัตรการเผาผลาญไขมันได้เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของคุณไม่กี่อย่าง วิธีการนี้จะช่วยให้คุณรับมือกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น



1. แค่ 5 นาที

ออกกำลังกาย 5 นาทีทุกเช้า พวกเราทุกคนมี metabolic thermostat ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกายและอัตรการเผาผลาญแคลอรี่ ซึ่งถูกเรียกว่า metastat โดยอัตราการเผาผลาญสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ และในตอนเช้าจะเป็นเวลาที่กระตุ้นมันได้ดีที่สุด ในแต่ละวัน metastat ของคุณจะรอสัญญาเพื่อที่จะเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ดังนั้นคุณสามารถเพิ่มสัญญาณที่ส่งไปให้ดียิ่งขึ้นได้โดยการออกกำลังกายเบาๆ ทั้งตัวเช่น การเดินหรือ การดันพื้น (push-ups)

read more →

การคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจ


ถ้าหัวใจของคุณยังสูบฉีดไม่เพียงพอ คุณจะพลาดโอกาสสำหรับการพัฒนาสุขภาพของหลอดเลือดและหัวใจที่ดีขึ้น อย่างแรกเลยให้คุณคำนวนค่าสูงสุดของอัตราการเต้นของหัวใจ และใช้ตัวเลขนั้นกำหนดเป้าหมายของอัตราการเต้นหัวใจของคุณ 

- นำ 220 มาลบอายุของคุณ จะได้ค่าสูงสุดของอัตราการเต้นหัวใจ เช่น ถ้าคุณอายุ 40 ก็เอา 220 - 40 จะได้ 180 และนั่นคือค่าสูงสุดของอัตราการเต้นหัวใจ (maximum heart rate) สำหรับคุณ

- คิดอัตราส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่าถ้าเป้าหมายของคุณคือ 70% ของอัตราการเต้นหัวใจก็ให้คำนวณตามนี้ คือ (70 x 180) / 100 จะได้ 126 ซึงเป็นค่าเป้าหมายอัตราการเต้นหัวใจของคุณ

- พยายามรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในระดับเป้าหมายสำหรับการออกกำลังกายอย่างน้อย 20 นาที

- และข้อสำคัญคือ ห้ามทำให้อัตราการเต้นหัวใจสูงกว่าค่าสูงสุด(maximum heart rate)

read more →

คุณต้องนั่งทำงานทั้งวันหรือเปล่า มายืดเส้นกันสักนิดเถอะ


ผู้เชี่ยวชาญเสนอเคล็ดลับสำหรับผู้ที่ต้องนั่งทำงานตลอดทั้งวัน

การใช้เวลาหลายๆ ชั่วโมงอยู่ที่โต๊ะทำงานของคุณอาจส่งผลดีกับงานของคุณแต่มันก็สามารถทำให้คุณเสียสุขภาพได้เหมือนกัน

มีหลักฐานจากงานวิจัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าการใช้เวลานั่งทำงานตลอดทั้งวันในทุกๆ วันความเสียงในการเป็นโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้น และจะมีปัญหากับกระดูกสันหลัง, ไหล่ และสะโพกได้

นักกิจกรรมบำบัด Julia Henderson-Kalb ได้กล่างประชาสัมพันธ์ที่ Saint Louis University Medical Center ว่า “การออกกำลังกายไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายคุณแข็งแรงขึ้น แต่ยังช่วยทำให้จิตใจและความจำของคุณดีขึ้นอีกด้วย”

มันอาจจะเป็นไปได้ยากสำหรับการไปเข้ายิมในตอนพักกลางวัน แต่คุณสามารเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ ในที่ทำงานคุณได้ ซึ่งจะช่วยทำให้สุขภาพคุณดีขึ้น

read more →

3 ข้อแนะนำง่ายๆ ที่จะทำให้น้ำหนักคุณลดลงอย่างรวดเร็ว


1. ทานอาหารที่มีโซเดียมให้น้อยลง
หน้าที่หลักๆ ของโซเดียมในร่างกายคือจะช่วยปรับสมดุลของเหลวในร่างกาย ไตเป็นอวัยวะที่เป็นตัวควบคุมปริมาณโซเดียมในร่างกาย

ถ้าในร่างกายคุณมีโซเดียมมากเกินไป และไตของคุณขับโซเดียมออกไม่หมดจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น หัวใจ สมอง ไต เสียการทำงาน โรคความดันเลือดสูงและทำให้คุณ “บวมน้ำ” การลดปริมาณโซเดียมลงจะช่วยลดอาการบวมน้ำและทำให้คุณผอมลงได้เร็ว

read more →

ดื่มชาดำช่วยลดเบาหวาน


ในประเทศที่มีผู้ดื่มชาดำกันเป็นจำนวนมากจะมีคนป่วยเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยลง จากการศึกษาการวิเคราห์ข้อมูลทางคณิตศาสตร์ทั้งหมด 50 ประเทศ การศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร BMJ Open

คณะนักวิจัยชาวสวิสจาก statistical firm Data Mining International analyzed health data from countries participating in the World Health Organization's World Health Survey พบความสัมพันธ์ระหว่างชาดำกับตัวชี้วัดสุขภาพที่สำคัญซึ่งประกอบไปด้วย โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseases), โรคหลอดเลือดและหัวใจ (cardiovascular diseases), โรคติดเชื่อ (infectious diseases) และโรคเบาหวาน (diabetes) โดยพวกเขาพบความสัมพันธ์ที่สูงมากระหว่างการดื่มชาดำกับการลดลงของเบาหวาน แต่ไม่มีผลในการลดลงของความเสี่ยงของตัวชี้วัดสุขภาพอที่สำคัญตัวอื่น

read more →

HDL cholesterol คืออะไร?


HDL (High Density Lipoprotein) หรือที่เรียกกันว่า ไขมันดี เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง HDL ดีกับหลอดเลือดแดงเนื่องจาก ช่วยป้องกันไม่ให้ คอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, และ LDL สะสมในหลอดเลือดแดง หากขาด HDL ในเลือด ก็จะทำให้เป็นการเพิ่มโอกาสการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดได้ และถ้ามีระดับ HDL ในเลือดต่ำ ก็จะเพิ่มโอกาส เพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เช่น โรคหลอดเลือดสมองหรือ หลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นต้น
read more →

LDL cholesterol คืออะไร?


คอเลสเตอรอลคืออะไร?
คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นไขมันที่มีความจำเป็นสำหรับเซลต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลสมอง เซลประสาท ร่างกายสามารถสังเคราะห์ไขมันนี้ได้เองที่ตับ (ผู้ป่วยโรคตับ หรือ มะเร็ง จึงมีคอเลสเตอรอลต่ำ) และ ได้จากอาหารด้วย อาหารที่มีไขมันคอเลสเตอรอลสูง ได้แก่ อาหารมันๆต่างๆ โดยเฉพาะที่ได้จาก ไขมันสัตว์ เช่น เนื้อติดมัน หมูติดมัน หมูสามชั้น ข้าวมันไก่ ขาหมู เครื่องใน หนังเป็ด หนังไก่ ไข่แดง ไข่ปลา กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม แกงกะทิ เป็นต้น เมื่อไปเจาะเลือดเพื่อตรวจคอเลสเตอรอล ส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจ คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) แต่ความจริงแล้ว ยังมีคอเลสเตอรอลย่อยๆอีก คือ แอล-ดี-แอล (LDL-Cholesterol) วี-แอล-ดี-แอล (VLDL-Cholesterol) เอช-ดี-แอล (HDL-Cholesterol)

read more →

จะเริ่มต้นกับการวิ่งยังไงดี?



การวิ่งเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการลดน้ำหนัก ถ้าคุณยังไม่เคยวิ่งมาก่อน ให้ลองเริ่มวิ่งช้าๆ แล้วก็ลองไปปรึกษากับคนที่วิ่งเป็นประจำ เผื่อจะได้ความคิดดีๆ กลับมาก็ได้

จากการสำรวจผู้คนจำนวน 6,207 คนพบว่าประมาณ 1 ใน 10 พวกเขาจัดการกับน้ำหนักและลดน้ำหนักด้วยการวิ่งหรือวิ่งเหยาะๆ

การวิ่งทำให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นและยังช่วยสลายไขมันได้ แคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญจะขึ้นอยู่กับการจังหวะในการวิ่งของคุณ ถ้าคุณวิ่งด้วยความเร็ว 5 ไมล์ต่อชั่วโมงคุณจะเผาผลาญไปได้ประมาณ 100 แคลอรี่


read more →

การวัดไขมันในร่างกาย


ตาชั่งไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการวัดว่าคุณน้ำหนักเกินหรือเปล่า ในบทนี้จะบอกวิธีการวัดไขมันในร่างกาย (body fat) และอะไรคือเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (percentage of body fat) แบบคร่าวๆ ลองนำมันมาเปรียบเทียบกับน้ำหนักของคุณแล้วลองพิจารณาดูว่าคุณอ้วนหรือเปล่า

ผู้คนส่วนใหญ่จะมองดูแค่น้ำหนักผ่านเครื่องชั่ง แล้วก็พยายามลดน้ำหนักให้ได้สักสองสามกิโลกรัม และนั้นเป็นความคุ้นเคยเดิมๆ และมันวัดได้แค่น้ำหนักอย่างเดียว ยังมีอีกวิธีในการตรวจสอบว่าคุณอ้วนเกินไปหรือเปล่า

ไขมันในร่างกาย (body fat) อันตรายไหม?
ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อได้ยินคำว่า “ไขมันในร่างกาย (body fat)” พวกเขาจะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่แย่ทันที อย่างไรก็ตาม จริงๆ แล้วไขมันมีส่วนช่วยในการไดเอ็ตและมีประโยชน์กับสุขภาพ ซึ่งความสามารถในการจัดเก็บไขมันมีมาตั้งแต่ในบรรพบุรุษของพวกเราซึ่งทำให้พวกเขาสามารถอยู่ร้อนได้ในสภาวะที่ขาดแคลนอาหาร แม้กระทั้งในทุกวันนี้มันก็ยังมีความสำคัญกับกระบวนการทำงานต่างๆ ในร่างกาย เช่น การเก็บรักษาความร้อนในร่างกาย และการป้องกันอวัยวะจากการบาดเจ็บ (protect organs from trauma)

read more →

12 ขั้นตอนในการจัดการกับน้ำหนักของคุณ



ลองฝึกทำสิ่งเหล่านี้ ทานอาหารดีๆ และออกกำลังกายเป็นประจำการลดน้ำหนักก็จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณอีกต่อไป

ถ้าน้ำหนักคุณเพิ่งจะลดลงและไม่อยากเห็นตัวเลขบนตาชั่งเด้งกลับขึ้นไปใหม่ แม้ว่าการที่น้ำหนักจะเด้งกลับคืนมาจะรู้สึกว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป ในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเมื่อเร็วๆ นี้จากสำนักทะเบียนควบคุมน้ำหนักแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Weight Control Registry) พบว่าการควบคุมน้ำหนักในระยะยาวเป็นไปได้ ถ้าคุณปฏิบัติพฤกรรมต่อไปนี้

และนี่เป็น 12 เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการและผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักและยังคงควบคุมต่อไปได้


read more →

ควรดื่มน้ำเท่าไรจึงจะเหมาะสม?



น้ำเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย เพราะน้ำเป็นส่วนช่วยการทำงานทุกอย่างในร่างกาย ในกล้ามเนื้อมีน้ำเป็นส่วนประกอบจำนวนมากและเป็นสิ่งสำคัญในการกระบวนการผลิตพลังงาน ดังนั้นถ้าคุณต้องการออกกำลังกายให้ถึงที่สุด คุณต้องมั่นใจว่าคุณดื่มน้ำเพียงพอ

ไม่มีจำนวนการดื่มน้ำที่แน่นอนในแต่ละขนาดของร่างกาย แต่มีหลักการทั่วไปง่ายๆ คือ ผู้ชายควรดื่มน้ำ 3.78 ลิตรต่อวันและ ผู้หญิงควรดื่ม 2.60 ลิตรต่อวัน แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องดื่มน้ำจำนวนเท่านี้ทุกๆ วันเพราะคุณคงต้องดื่มเครื่องดื่มอย่างอื่นนอกจากน้ำ และในอาหารก็มีน้ำเป็นส่วนประกิบอยู่ด้วย ปัจจัยต่อไปนี้จะเป็นตัวบอกว่าคุณควรดื่มน้ำเท่าไร

read more →