แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ burn calories แสดงบทความทั้งหมด

วิธีเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ด้วยวิธีธรรมชาติ

ด้วยวิธีการง่ายๆ เหล่านี้จะทำให้คุณสามารถเพิ่มระดับของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone)  ให้สูงขึ้นโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้พัฒนาการในการสร้างกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพมากขึ้น และแน่นอนรวมถึงเรื่องเพศด้วย

ทานอาหารที่อุดมณ์ไปด้วยโพแทสเซียม
หนึ่งในสามของผู้ชายชาวอเมริกาประสบปัญหาจากความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลเสียกับหัวใจของคุณอีกทั้งยังทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตอ่อนแอลง เป็นสาเหตุให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวยากขึ้น แต่โพแทสเซียมช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่ได้รับโพแทสเซียมมากกว่าจะสามารถรักษาระดับความดันของเลือดที่อยู่ในช่วงสุขภาพดีได้ง่ายขึ้น แหล่งของอาหารที่อุดมณ์ไปด้วยโพแทสเซียมประกอบไปด้วย ผักขม, มันฝรั่ง, ถั่วลิสง, ฟักทอง, แคนตาลูป, มะเขือเทศ, กล้วย, ลูกพีช, กีวี, และโยเกิร์ต


ลดเค็ม
เกลือไหลเวียนไปกับน้ำในร่างกาย ดังนั้นยิ่งคุณทานเกลือมากเท่าไร ของเหลวจากส่วนอื่นๆ จะถูกถ่ายเทเข้ามาในกระแสโลหิตซึ่งทำให้ความดันโลหิตของคุณสูงขึ้น และส่งผลให้อวัยะเพศชายอ่อนแอลง เพื่อที่จะลดความดันโลหิตลงโดยธรรมขาติ ควรทานโซเดียมให้น้อยกว่า 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน ถ้าคุณมีความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ควรทานโซเดียมให้น้อยกว่า 1,500 มิลลิกรัม คุณสามารถดูปริมาณโซเดียมของอาหารที่คุณทานได้จากข้อมูลโภชนาการ ดังนั้นควรลดปริมาณของอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น เครื่องปรุงรสต่างๆ

ถ้าคุณสูบบุหรี่ เลิกมันซะ
การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียดของเลือดจะกลับมาดีขึ้นทีละเล็กน้อย หลังจากคุณเลิกสูบประมาณ 2-3 สัปดาห์

(เพิ่มเติม: 5 วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชาย ที่จะช่วยให้ชีวิตเซ็กส์ดีขึ้น)

สารอาหารที่ช่วยบำรุงเชื้ออสุจิ
1. วิตามิน E
สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นในการแปลงวิตามิน B12 ให้อยู่ที่รูปที่พร้อมใช้งาน สามารถพบได้ใน น้ำมันเมล็ดทานตะวัน, น้ำมันคาโนล่า, จมูกข้าวสาลี, ธัญพืช, และผักใบสีเขียว และจำไว้ว่าไม่ได้รับวิตามิน อี เกินกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

2. วิตามิน B12
แหล่งที่มีคุณภาพของอยู่ในรูปของโปรตีนจากสัตว์ เช่น เนื้อไก่, เนื่อไม่ติดมัน, นมไขมันต่ำ, และไข่ ทั้งหมดนี้เป็นวิตามินที่สำคัญซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มจำนวนของอสุจิให้มากขึ้นได้ ควรได้รับวิตามิน B12 อย่างน้อย 2.4 ไมโครกรัมต่อวัน

3. สังกะสี (Zinc) และวิตามิน C
การขาดสังกะสี (Zinc) และวิตามิน C อาจทำให้จำนวนของอสุจิลดลง ควรได้รับวิตามิน C 90 มิลลิกรัมต่อวันจากแหล่งอาหารเช่น ผลไม้ประเภทส้ม, เบอร์รี่, และพริกหวานสีแดง และควรได้รับสังกะสี (Zinc) 11 มิลลิกรัมต่อวันจากแหล่งอาหารเช่น  หอย, นม, ธัญพืช, เนื้อแดง, สัตว์ปีก, และเมล็ดฟักทอง

(เพิ่มเติม: 5 อาหารเสริมที่ดีที่สุดสำหรับผู้ชาย)


การนอนหลับ
การนอนที่เป็นเวลาในแต่ละคืนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการควบคุมน้ำหนัก, ฮอร์โมน, และการฟื้นฟูร่างกายจากการออกกำลังกาย เมื่อคุณนอนหลับกล้ามเนื้อของคุณจะได้พักผ่อน และความดัยโลหิตจะลดลงเพื่อให้หัวใจและระบบไหลเวียดของเลือดผ่อนคลาย ผู้ที่ประสบปัญหากับการนอนหลับจะมีระดับของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ต่ำลงและมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวาน คุณสามารถปัฏิบัติวิธีการเหล่านี้เพื่อแก้ปัญหาการนอนหลับของคุณ

1. ทานอาหารที่อุดมณ์ไปด้วยทริปโตเฟน (Tryptophan)
ทริปโตเฟน (Tryptophan) คือกรดอะมิโนที่ร่างการไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ และสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ และพืชที่มีโปรตีน การรวมกันของทริปโตเฟน (Tryptophan) และคาร์โบไฮเดรตจะส่งสัญญาณให้อินซูลินบอกร่างกายให้ย้ายกรดอะมิโมไปยังกล้ามเนื้อของคุณ ซึ่งทริปโตเฟน (Tryptophan) จะช่วยบรรเทาอาการทางสมองอย่างเช่น อาการนอนไม่หลับ, ซึมเศร้า, ความเครียด, และความกังวล ทริปโตเฟนพบได้ใน นม, เนย, ไข่, เนื้อสัตว์, เนื้อปลา, ถั่วลิสง ,อัลมอนด์ ,กล้วย คอทเทจชีส และอาหารที่มีโปรตีนสูงทุกชนิด

2. จำกัดปริมาณคาเฟอีน (Caffeine)
เครื่องดื่มจำพวก กาแฟ, ชา, น้ำอัดลม, ยาและอาหารเสริมบางชนิด, และเครื่องดื่มชูกำลังสามารถเก็บคาเฟอีนในร่างกายได้นานถึง 6 ชั่วโมง ถ้าคุณมีปัญหากับการนอนหลับ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทนี้หลังเที่ยงวัน ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรดื่ม

3. ดอกคาโมไมล์ (Chamomile)
ชาจากดอกคาโมไมล์ทำหน้าที่เป็นตัวกล่อมประสาทอ่อนๆ ซึ่งช่วยให้คุณผ่อนคลาย แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาจากดอกคาโมไมล์ก่อนถึงเวลาเข้านอน เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นมาเข้าห้องน้ำระหว่างการนอนหลับ

4. หลีกเลี่ยงมื้อใหญ่ก่อนเข้านอน
การทานอาหารมากๆ ในช่วงใกล้เข้านอนเกินไปสามารถทำให้คุณรู้สึกตื่นตัวได้ ถ้าคุณรู้สึกหิวมากผิดปกติในช่วงเวลาดังกล่าว ให้ลองเพิ่มอาหารว่างในยามบ่าย เช่น เมล็ดแอลมอนด์ดิบกับผลไม้ชิ้นเล็กๆ

5. โคลีน (Choline)
โคลีน (Choline) เป็นสารอาหารสำคัญที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของวิตามิน ซึ่งถูกผลิตในร่างกายในปริมาณที่น้อย โคลีน (Choline) นั้นยังเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญในการทำหน้าที่สื่อประสาทไปยังการทำงานต่างๆ ของร่างกายรวมถึงการนอนหลับ โคลีน (Choline) สามารถพบได้จากแหล่งอาหารดังนี้ นม, พีนัท, วอลนัท, ผักคะน้า, ส้ม, มะเขือเทศ, จมูกข้าวสาลี, ข้าวโอ๊ต, กะหล่ำปลี, และไข่

ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) และการเผาผลาญอาหาร (Metabolism)
ผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตฐานสามารถลดสภาวะการเจริญพันธุ์ได้เนื่องจากความไม่สมดุลย์ของฮอร์โมน สละเวลาในการวางแผนมื้ออาหารและโปรแกรมออกกำลังกายของคุณล่วงหน้าจะช่วยทำให้ร่างกายของคุณสามารถเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยรักษาระดับของฮอร์โมนได้ดีขึ้นด้วย ลองใช้เทคนิคทั้งห้าข้อนี้ช่วยในการลดน้ำหนัก

(เพิ่มเติม: 10 วีธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเผาผลาญพลังงาน)

1. ทานข้าวเช้าทุกวัน
การเผาผลาญอาหารของคุณจะช้าลงขณะที่คุณกำลังหลับ การทานอาหารที่มีคุณค่าในตอนเช้าภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากคุณตื่นนอนจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญอาหาร และช่วยให้ความอยากอาหารในมื้อเที่ยงลดน้อยลง

2. อย่าให้ท้องว่างเกินสี่ชั่วโมง
กำหนดเวลาทานอาหารทุกๆ สี่ชั่วโมงจะช่วยให้รักษาระบบเผาผลาญอาหารทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งช่วยให้ร่างกายของคุณใช้พลังงานมากขึ้นประมาณ 10 % ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด โดยพลังงานถูกใช้ในการย่อยอาหาร และการอดข้าวนั้นเป็นสาเหตุให้ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone)  ลดลง ดังนั้นควรแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ ทั้งวันแทนที่จะเป็นมื้อใหญ่แค่ 3 มื้อต่อวัน

3. อย่าทานน้อยเกินไป
การลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้น คุณจำเป็นต้องลดปริมาณของอาหารที่คุณทานเข้าไป แต่การทานน้อยเกินไปนั้นจะทำให้ระบบการเผาผลาญอาหารของคุณทำงานได้ช้าลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลงและทำให้ร่างกายของคุณเข้าสู่

(เพิ่มเติม: ควรทานกี่แคลอรี่เพื่อลดน้ำหนัก)

4. ความสมดุลระหว่างเวทเทรนนิ่งและคาร์ดิโอ
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอสามารถเผาผลาญพลังงานได้มาก แต่การออกกำลังกายโดยเวทเทรนนิ่งนั้นสามารถเผาผลาญพลังงานได้หลังจากฝึกเสร็จ หรือที่เรียกว่า "after burn" และยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อมากเท่าไร การเผาผลาญพลังงานก็ยิ่งมากตาม ควรทำคาร์ดิโอเป็นปรำจะประมาณ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และอย่าลืมแบ่งเวลาสำหรับเวทเทรนนิ่งด้วย

5. ทานโปรตีนทุกมื้อ
ร่างกายของคุณจำเป็นต้องใช้พลังงานในการย่อยอาหาร สารอาหารทั้งสามอย่างคือ โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, และไขมัน ซึ่งโปรตีนเป็นอาหารที่ย่อยช้าที่สุด และใช้พลังงานในการย่อยมากที่สุดเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงต้องเพิ่มโปรตีนในทุกๆ มื้อ แหล่งของโปรตีนประกอยไปด้วย เนื้อ, ปลา, ถั่ว, นัท, และนมไขมันต่ำ

(เพิ่มเติม: กฎ 5 ข้อของการเบิร์นไขมันอย่างรวดเร็ว)


ที่มา: MuscleAndFitness
ที่มารูปภาพ: kansascity.legalexaminer

read more →

8 เทคนิคช่วยให้การคาร์ดิโอของคุณเบิร์นไขมันได้มากขึ้น

1. คาร์ดิโอ


ทุกคนรู้จักการทำคาร์ดิโอดีซึ่งมันสามารถช่วยคุณลดไขมันได้ สมการง่ายๆ คือเบิร์นแคลอรี่ให้มากกว่าที่ได้รับ ถ้าเป้าหมายของคุณคือลดไขมัน ควรทำคาร์ดิโอ 4-6 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-60 นาที

(เพิ่มเติม: ควรทานกี่แคลอรี่เพื่อลดน้ำหนัก)

2. วิ่งขณะหิว


ถ้าคุณสามารถตื่นมาทำคาร์ดิโอตอนเช้าได้ ให้คุณทำคาร์ดิโอก่อนทานมื้อแรกของวัน ร่างกายของคุณจะสามารถใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานอันดับแรกได้ดีที่สุด เนื่องจากร่างกายของคุณยังไม่ได้สะสมไกลโคเจน ถ้าคุณทานมื้อเช้าที่มีคาร์บก่อนออกกำลังกาย ร่างกายจะเริ่มสะสมไกลโคเจนและใช้มันเป็นพลังงานแทนไขมัน ถ้าหากคุณกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ให้ทานเวย์โปรตีน 10-20 กรัมก่อนทำคาร์ดิโอ ที่สำคัญห้ามให้คาร์บลงท้องเด็ดขาด

3. การเบิร์นหลังคาร์ดิโอ


หลังจากที่คุณทำคาร์ดิโอเสร็จ ระบบเผาผลาญพลังงานของคุณจะยังคงทำงานอยู่ประมาณ 60 นาทีถึง 12 ชั่วโมง ซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและช่วงเวลาในการออกกำลังกาย ดังนั้นถ้าอยากให้ระบบเผาผลาญพลังงานยังทำงานต่อเนื่อง ควรเพิ่มการฝึกด้วย HIIT

(เพิ่มเติม: High Intensity Interval Training (HIIT): สุดยอดของการเบิร์นไขมัน)

4. ออกไปข้างนอก


ลองไปวิ่งข้างนอกบ้าง หรืออาจจะลองวิ่งบนทรายซึ่งจะช่วยเพิ่มความท้าทายในการวิ่งมากกว่าวิ่งบนพื้นซีเมนต์ และยังช่วยป้องกันข้อต่อของคุณด้วย ควรสวมรองเท้าขณะวิ่งเพื่อป้องกันเท้าของคุณจากเศษแก้วหรือก้อนหิน หรืออาจจะลองวิ่งบนพื้นหญ้าก็ได้ ซึ่งก็ช่วยป้องกันข้อต่อของคุณเหมือนกัน


5. ลดเวลาลง แต่เพิ่มความเข้มข้น


ลองเปลี่ยนจากที่เริ่มวิ่งช้าๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เป็นวิ่งด้วยระดับความเข้มข้นสูงในตอนแรกแล้วค่อยลดลงมาเป็นวิ่งช้าๆ จนจบ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยเบิร์นไขมันได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เริ่มต้นด้วยการวอร์มอัพประมาณ 2-3 นาทีจากนั้นเร่งความเร็วขึ้นทันที (80-85% ของอัตรการเต้นหัวใจสูงสุด) ประมาณ 15-20 นาที เมื่อครบเวลาให้ลดความเร็วลง (60-65% ของอัตรการเต้นหัวใจสูงสุด) ประมาณ 10-20 นาที ดังนั้นการวิ่งแบบนี้คุณจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีต่อครั้ง

(เพิ่มเติม: การคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจ)

6. วิ่งช้าสลับเร็ว


หากคุณไม่สามารถวิ่งด้วยระดับความเข้มข้นสูงเป็นเวลานานได้ วิธีที่ดีในการพัฒนาความแข็งแรงทางแอโรบิก (ความแข็งแรงที่ทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้นาน และเข้มข้นขึ้น) และเบิร์นไขมันได้มากขึ้นคือการวิ่งช้าสลับเร็ว (interval training) วิธีฝึกคือให้คุณวอร์มอัพก่อนจากนั้นวิ่งเร็ว 1 นาทีสลับกับวิ่งช้า 1 นาที ถ้าอยากเพิ่มความเข้มข้นให้เพิ่มเวลาวิ่งเร็ว และลดเวลาวิ่งช้าลง การวิ่งแบบนี้จะทำได้ง่ายขึ้นถ้าคุณใช้ลู่วิ่ง

(เพิ่มเติม: 10 วีธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเผาผลาญพลังงาน)

7. เวทเสร็จตามด้วยคาร์ดิโอ


ถ้าเป้าหมายของคุณคือการลดไขมันเพื่อให้เห็นกล้ามเนื้อชัดๆ ลองทำคาร์ดิโอหลังเวท เพราะว่าการยกเวทจะใช้ไกลโครเจนเป็นพลังงาน และเมื่อคุณยกเวทเสร็จร่างกายก็แทบไม่เหลือไกลโครเจนแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มทำคาร์ดิโอหลังยกเวทเสร็จร่างกายของคุณจะใช้พลังงานจากไขมันแทน ซึ่งการรวมกันของผลลัพธ์ทั้งสองจะทำให้คุณร่างกายของคุณเผาผลาญพลังงานหลังจากออกกำลังกายแล้วได้สูงขึ้น

(เพิ่มเติม: 10 วิธีสร้างกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว)


8. คาร์ดิโอก่อนยกเวท


ทำคาร์ดิโอประมาณ 5-10 นาทีก่อนเริ่มยกเวทจะช่วยให้กล้ามเนื้อของคุณได้วอร์มอัพและทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยเบิร์นพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 50-150 แคลอรี่ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น


ที่มา: MuscleAndFitness
read more →

10 วีธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเผาผลาญพลังงาน

คุณอยากเพิ่มความเร็วในการลดน้ำหนักและไม่เกิดผลกระทบที่ไม่ดีต่อร่างกายใช่หรือไม่ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้การลดน้ำหนักของคุณเห็นผลและเป็นไปได้ดีขึ้นคือการเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกายหรือเมตาบอรึซึม (metabolism)  บทความนี้จะกล่าวถึง 10 วิธีที่ดีที่สุดซึ่งจะช่วยให้ระบบการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกายของคุณทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. เพิ่มความเข้มข้น



ครั้งต่อไปที่คุณจะวิ่ง, ว่ายน้ำ, หรือเดิน ลองเพิ่มความเข้มข้นขึ้นช่วงระยะเวลาหนึ่งประมาณ 30 วินาทีแล้วกลับมาอยู่ในความเร็วปกติสลับไปเรื่อยๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณรับออกซิเจนได้มากขึ้น และทำให้เซลล์ของคุณสำรองพลังงานได้มากขึ้นเป็นผลให้ไมโตคอนเดรีย (mitocondria) เผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น ซึ่งวิธีนี้เราเรียกว่า Intensive Interval Training ซึ่งหลายคนคงเลยได้ยินคำว่า HIIT ซึ่งก็คือ High Intensive Interval Trainging นั่นแหละ คือการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้แต่ปรับความเข้มข้นเป็นขีดสุดของร่างกาย หากคุณยังเป็นมือใหม่และไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ควรเริ่มต้นจากการเพิ่มความเข้นข้นเบาๆ มากกว่าปกติเล็กน้อย

การออกกำลังกายแบบ Intensive Interval Training เป็นการออกกำลังกายที่ใช้เวลาน้อยกว่าการวิ่งแบบปกติแต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากๆ สำหรับมือใหม่อาจจะเริ่มต้นด้วยการวิ่งด้วยความเร็ว 5.5 kph เป็นเวลา 5 นาที หลังจากนั้นเพิ่มความเร็วเป็น 6.5 kph เป็นเวลา 60 วินาทีแล้วย้อนกลับไปวิ่งที่ความเร็ว 5.5 kph 90 วินาทีแล้วทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ประมาณ 5 ครั้ง และควรออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์


2.โอเมก้า 3



ทำไมการทานปลาที่อุดมณ์ไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 มากๆ สามารถช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้? โอเมก้า 3 นั้นจะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสมดุลย์และช่วยลดการอักเสบซึ่งเป็นตัวควบคุมอัตราการเผาผลาญพลังงาน นอกจากนี้ยังช่วยลดการต่อต้านฮอร์โมนเลปติน (leptin) ซึ่งมีการศึกษาของ Obesity Research พบว่าความเชื่อมโยงของน้ำมันปลากับการเผาผลาญพลังงานคือ หนูที่ได้รับน้ำมันปลาในปริมาณที่มากๆ ไขมันจะถูกเผาผลาญได้เร็วขึ้นในขณะที่ออกกำลังกายลดน้ำหนัก

ปริมาณของอาหารเสริมกรดไขมันโอเมก้า 3ที่แนะนำต่อวัน คือ 1,000 ถึง 2,000 มิลลิกรัม ถ้าคุณเกลียดกลิ่นคาวของน้ำมันปลา ลองเปลี่ยนเป็นน้ำมันเมล็ดเฟล็กซ์ (flaxseed oil), แอลมอนด์, วอลนัท, หรือไข่ไก่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีโอเมก้า 3 เหมือนกัน


3. สร้างกล้ามเนื้อ



กล้ามเนื้อไม่ได้มีแค่ขนาดที่ใหญ่กว่าไขมัน แต่ใช้พลังงานมากกว่าด้วย โดยทั่วไปผู้หญิงที่เล่นเวทเป็นเวลา 30 ถึง 40 นาทีสองครั้งต่ออาทิตย์เป็นเวลา 4 เดือนจะสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานโดยไม่ต้องทำอะไร แม้ว่าจะนอนทั้งวันได้ถึง 100 แคลอรี่ต่อวัน นั่นหมายความว่าหากคุณมีกล้ามเนื้อ และยังทำคาร์ดิโอไปด้วย คุณก็จะยิ่งสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น

สำหรับผู้หญิงที่กลัวว่าเล่นเวทแล้วกล้ามเนื้อจะใหญ่เหมือนผู้ชาย ขอให้พวกคุณสบายใจได้ว่าคุณไม่มีทางที่จะล่ำได้เหมือนผู้ชายแน่ๆ หากคุณไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นเอง ขนาดผู้ชายหลายๆ คนที่อยากจะมีหุ่นล่ำๆ ยังทำได้ยากเลย เนื่องมาจากทั้งเรื่องอาหารการกิน, อาหารเสริม, และฮอร์โมน ดังนั้นจะเป็นการดีแน่จะคุณจะสละเวลาซัก 30 ถึง 40 นาทีเพื่อมาเล่นเวทบ้าง

(เพิ่มเติม: 6 เหตุผลที่ควรเพิ่มการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อลงในตารางออกกำลังกายของคุณ)

4. ดื่มชาเขียว



เป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอลที่ช่วยลดริ้วลอยและทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น แต่ยังมีงานวิจัยที่พบว่าส่วนประกอบที่อยู่ในชาเขียว เช่น แคทีชิน อาจจะช่วยเพิ่มระดับการเผาผลาญพลังงาน นักวิจัยได้ทำการศึกษาจากผู้ที่กำลังควบคุมอาการเพิ่มลดน้ำหนักพบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเลย ซึ่งอาจเกิดจากแคทีชินสามารถเพิ่มกระบวนออกซิเดชันของไขมันและกระบวนการเทอร์โมเจนีซีส (Thermogenesis) ซึ่งเป็นการใช้พลังงานหรือความร้อนจากการย่อยอาหาร

แล้วเราควรดื่มชาเขียวเท่าไรล่ะ? จากการวิจัยพบว่าถ้าคุณดื่มชาเขียว 8 ออนซ์จำนวน 5 แก้วต่อวัน คุณจะสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้ถึง 90 แคลอรี่ต่อวัน ฟังดูอาจจะลำบากเกินไปสำหรับคุณ แต่จะมันจะง่ายขึ้นถ้าคุณดื่มเป็นชาเขียวเย็น

ควรเลือกดื่มชาเขียวที่ชงจากใบชา ปราศจากน้ำตาล ไม่ควรดื่มชาเขียวขวดสำเร็จรูปที่มีมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบจำนวนมากซึ่งแทนที่จะช่วยให้น้ำหนักคุณลดลงกลายเป็นว่าคุณจะอ้วนขึ้นแทน

(เพิ่มเติม: ดื่มชาดำช่วยลดเบาหวาน)

5. อย่าตัดแคลอรี่



หากตอนนี้คุณกำลังลดน้ำหนักด้วยสูตร 500 แคลอรี่อยู่ละก็ ขอให้เลิกเลยเพราะว่าการตัดแคลอรี่ที่รับต่อวันให้เหลือน้อยๆ เป็นวิธีการที่ผิดมากๆ สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะว่าถ้าคุณลดจำนวนแคลอรี่ที่ได้รับต่อวันมากเกินไป ร่างกายของคุณจะหยุดใช้พลังงานจากไขมันแต่จะหันมาใช้จากกล้ามเนื้อแทนเพื่อรักษาพลังงานในร่างกาย แน่นอนว่าน้ำหนักของคุณจะลดลงแน่ๆ แต่น้ำหนักที่หายไปนั้นไม่ใช่น้ำหนักจากไขมันแต่มันคือน้ำหนักจากมวลกล้ามเนื้อของคุณ ถ้าคุณได้อ่านข้อ 3 คุณคงจะทราบว่าถ้ามวลกล้ามเนื้อลดลง อัตราการเผาผลาญพลังงานของคุณก็ลดลงไปด้วย และนี่เป็นหนึ่งสาเหตุของอาการกลับมาอ้วน(กว่าเดิม)อีกครั้งที่เรียกว่า Yo-yo Effect วิธีที่จะช่วยให้น้ำหนักของคุณลดลงคือ ทานอาหารให้ได้พลังงานต่ำกว่าที่ร่างกายต้องการต่อวันหรือที่เรียกว่าค่า BMR (Basal Metabolic Rate)

6. ทานมื้อเช้า



หากมื้อเช้าที่คุณทานนนั้นเป็นอาหารที่มีประโยชน์และอุดมณ์ไปด้วยสารอาหารต่างๆ (เช่น ข้าวโอ็ต, ข้าวกล้อง, แอลมอนด์, เนื้ออกไก, เบอร์รี่ต่างๆ, หรือไข่เจียมผักโขมกับขนมปังโฮลวีท) เว้นระยะห่างสั้นๆ หลังตื่นนอนอย่างจริงๆ เพื่อเป็นการปลุกระบบการเผาผลาญพลังงาน การทานมื้อเช้านั้นเป็นการสำรองพลังงานเพื่อใช้สำหรับในวันนั้นและช่วยให้คุณทานมื้อเที่ยง และมื้อเย็นได้น้อยลง ผลลัพธ์จากการศึกษาของ National Weight Control Registry โดยการติดตามผู้ร่วมทดสอบกว่า 5,000 คนพบว่าผู้ที่สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 30 กิโลกรัมและสามารถรักษาน้ำหนักไว้ได้นานกว่า 5 ปี จำนวน 78% ของผู้ร่วมทดสอบที่ทำได้คือคนที่ทานมื้อเช้าทุกวัน

7. แบ่งทานหลายๆ มื้อ



การทานอาหารตลอดทั้งวันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้คุณมีความอยากอาหารน้อยลงและทำให้แคลอรี่ที่ได้รับทั้งวันลดลงด้วย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการแบ่งทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อช่วยให้ระบบการเผาผลาญพลังงานทำงานเรื่อยๆ เพื่อรักษาระดับของน้ำตาลในเลือดให้คงที่และป้องกันการเพิ่มน้ำหนักจากอินซูลินที่หลั่งมากขึ้น ควรแบ่งทานอาหารจาก 3 มื้อต่อวันเป็น 6 มื้อต่อวันโดยให้แต่ละมื้อมีแคลอรี่อยู่ประมาณ 300 แคลอรี่ หรือไม่ก็คำนวณหาค่าอัตราการความต้องการเผาผลาญของร่างกายในชีวิตประจำวัน (BMR) แล้วหารด้วย 6 ได้เป็นจำนวนแคลอรี่ต่อมื้อ

8. หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์



ไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นกรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้กลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง ทำให้มีลักษณะเป็นกึ่งของแข็ง เช่น มาร์การีนหรือเนยเทียม เนยขาว ครีมเทียม เป็นต้น ไขมันทรานส์จะทำให้ความสามารถในการเผาผลาญพลังงานในร่างกายคุณทำงานได้ช้าลง และการทานไขมันทรานส์สามารถทำให้ร่างกายต่อต้านอินซูลินและเกิดการอักเสบ (inflammation) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานได้แย่ลง และนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักคุณเพิ่มขึ้น ดังนั้นควรหันมาใช้มันมันมะกอก หรือน้ำมันคาโนล่าในการปรุงอาหารแทนน้ำมันปาล์มจะดีกว่า

9. ผักและผลไม้ออแกนิค



ถ้าคุณมีกำลังซื้อและสามารถหาซื้อผักและผลไม้ออแกนิคได้สะดวกถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับคุณเพราะว่า ผัก, ผลไม้, และธัญพืชที่เติบโตโดยปราศจากสารกำจัดศัตรูพืชช่วยให้ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่เนื่องจากผักผลไม้ออแกนิคจะไม่ก่อให้เกิดสารพิษกับต่อมไทรอยด์ ในทางตรงกันข้ามผักและผลไม้ที่ไม่ใช่ออแกนิคจะไปสกัดกั้นการเผาผลาญพลังงานตัวหลังจากการแทรกแซงโดยต่อมไทรอยด์ ซึ่งเป็นตัวควบคุมและกำหนดความเร็วในการเผาผลาญพลังงานของคุณ

10. เพิ่มโปรตีนให้มากขึ้น



ร่างกายของคุณจะใช้เวลาในการย่อยโปรตีนนานกว่าไขมันและคาร์โบไฮเดรต ดังนั้นคุณจึงรู้สึกอิ่มกว่า (ทดสอบได้โดยการทานโปรตีนในมื้อเช้า) ซึ่งช่วยให้การเผาผลาญพลังงานทำงานได้ดีขึ้น ในกระบวนการที่เรียกว่า เทอร์โมเจนีซีส (Thermogenesis) ร่างกายของคุณจะใช้พลังงานประมาณ 10% ในการดูดซึมสารอาหารสำหรับการย่อยอาหาร เนื่องจากโปรตีนย่อยได้ช้ากว่าคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ร่างกายของคุณจะใช้พลังงานมากกว่าในการดูดซึมสารอาหารในอาหารที่มีโปรตีนสูง และยังมีงานวิจัยที่พบว่าผู้ที่กำลังควบคุมอาหารที่ทานโปรตีนในปริมาณที่มากจะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อขณะลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นตัวช่วยในการเบิร์นไขมันทั้งร่างกาย


ที่มา: Health
read more →

9 วิธีในการเบิร์นไขมันง่ายๆ - ตอนที่ 2



หลังจากได้อ่านข้อที่ 1 ถึง 5 แล้วใน ตอนที่ 1 มาพบกับข้อที่ 6 ถึง 9 ในตอนที่ 2 นี้ได้เลย


6. รับวิตามิน “I”

ตัว “I” หมายถึง intensity ซึ่งมีความหมายว่า ความเข้มข้น ถ้าคุณชอบเดิน แต่คุณเดินเล่นช้าเหมือนหอยทากคลาน มันคงช่วยอะไรได้ไม่มากนัก ลองแทนที่ด้วยการใส่ วิตามิน “I” หรือ intensity เข้าไปในก้าวย่างของคุณ เดินให้เร็วขึ้นเป็น 4 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 1 ไมล์ต่อ 15 นาที ซึ่งมันจะเป็นผลดีกับระบบหลอดเลือดและหัวใจของคุณแน่นอน คุณสามารถทำสลับกันระหว่างเดินกับวิ่งจ็อกกิ้ง กุญแจสำคัญคือ การเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการค้นหาความท้าทายในการออกกำลังกายของคุณ

read more →

9 วิธีในการเบิร์นไขมันง่ายๆ - ตอนที่ 1



โดยธรรมาชาติแล้วอัตราการเผาผลาญอาหาร (metabolism) ของทุกๆ คนจะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น เช่นถ้าคุณมีอายุ 40 ปี คุณจะสามารถเผาผลาญได้ 100 ถึง 300 แคลอรี่ซึ่งเผาผลาญได้น้อยกว่าในตอนที่คุณอายุ 30 ปี กล่าวโดย ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ Pamela M. Peeke เจ้าของหนังสือ Body for Life for Women จาก University of Maryland in Baltimore และนั่นอาจทำให้คุณมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10 - 25 ปอนด์ทุกปี แต่คุณสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้และเพิ่มอัตรการเผาผลาญไขมันได้เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของคุณไม่กี่อย่าง วิธีการนี้จะช่วยให้คุณรับมือกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น



1. แค่ 5 นาที

ออกกำลังกาย 5 นาทีทุกเช้า พวกเราทุกคนมี metabolic thermostat ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกายและอัตรการเผาผลาญแคลอรี่ ซึ่งถูกเรียกว่า metastat โดยอัตราการเผาผลาญสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ และในตอนเช้าจะเป็นเวลาที่กระตุ้นมันได้ดีที่สุด ในแต่ละวัน metastat ของคุณจะรอสัญญาเพื่อที่จะเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ดังนั้นคุณสามารถเพิ่มสัญญาณที่ส่งไปให้ดียิ่งขึ้นได้โดยการออกกำลังกายเบาๆ ทั้งตัวเช่น การเดินหรือ การดันพื้น (push-ups)

read more →

จะเริ่มต้นกับการวิ่งยังไงดี?



การวิ่งเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการลดน้ำหนัก ถ้าคุณยังไม่เคยวิ่งมาก่อน ให้ลองเริ่มวิ่งช้าๆ แล้วก็ลองไปปรึกษากับคนที่วิ่งเป็นประจำ เผื่อจะได้ความคิดดีๆ กลับมาก็ได้

จากการสำรวจผู้คนจำนวน 6,207 คนพบว่าประมาณ 1 ใน 10 พวกเขาจัดการกับน้ำหนักและลดน้ำหนักด้วยการวิ่งหรือวิ่งเหยาะๆ

การวิ่งทำให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นและยังช่วยสลายไขมันได้ แคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญจะขึ้นอยู่กับการจังหวะในการวิ่งของคุณ ถ้าคุณวิ่งด้วยความเร็ว 5 ไมล์ต่อชั่วโมงคุณจะเผาผลาญไปได้ประมาณ 100 แคลอรี่


read more →

ระหว่างมีเพศสัมพันธุ์ คุณเผาผลาญได้กี่แคลอรี่?


ผู้คนส่วนใหญ่จะเผาผลาญได้ประมาณ 100 ถึง 200 แคลอรี่จากการมีเพศสัมพันธุ์ แต่ตอนนี้เราจะมาดูว่าในแต่ละกิจกรรมตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเท่าไร

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะจินตนาการหาวิธีการเผาผลาญแคลอรี่ทีจะ่สนุกไปกว่าการมีเพศสัมพันธุ์ นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามวัดตัวเลขของแคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญในระหว่างการมีเพศสัมพันธุ์ แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็ยังมีมากเกินกว่าจะสรุปได้ชัดเจน แม้กระนั้นก็ไม่มีคำถามที่ว่า “การมีเพศสัมพันธ์ดีกับสุขภาพจริงหรือ?“ แต่ที่แน่ๆ เรารู้ว่าการเล้าโลมนั้นทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นและ ไม่มีวิธีการใดที่จะเผลผลาญแคลอรี่ได้เท่ากับการทำให้หัวใจของคุถณสูบฉีด


โดยหลักๆ แล้วการมีเพศสัมพัธุ์จะเผาผลาญแคลอรี่ได้ประมาณ 100 ถึง 200 แคลอรี่ แต่ถ้าคุฯเพิ่มช่วงเวลาในการเล้าโลม คุณจะสามารถอัตราการเผาผลาญยิ่งขึ้นและ สิ่งที่แน่นอนคือ การมีเพศสัมพันธุ์ด้วยความพึงพอใจสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าการเดินขึ้นบันไดหรือการออกกำลังกายแบบ Pilates

ตอนนี้เรามาดูกันว่าผู้หญิงหนัก 68 กิโลกรัมจะเผาผลาญกี่แคลอรี่ในแต่ละกิจกรรม


read more →