วิธีเพิ่มน้ำหนักอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ: กฏ 6 ข้อ


ในบทความนี้เราจะพูดถึงการเพิ่มน้ำหนักที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ โดยเมื่อมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นก็ควรจะมีสุขภาพดีไปด้วย บางท่านอาจแย้งว่า "จะเพิ่มน้ำหนักทำได้ง่ายๆ เพียงแค่กินอาหารขยะ (fast food) เยอะๆ กินน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่าแค่นี้น้ำหนักก็เพิ่มพรวดพราดแล้ว" แต่เราไม่แนะนำให้ทำอย่างนั้นเพราะว่า น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาควรจะเป็นน้ำหนักที่เกิดจากมวลกกว่าเนื้อมากกว่าไขมัน ไม่เช่นนั้นการที่คุณอยากมีน้ำหนักเพื่อให้ไดรูปร่างที่ดูดีขึ้นคุณอาจได้รูปร่างที่แย่ลงกว่าเดิม แถมด้วยปัญหาเรื่องสุขภาพแย่ๆ ตามมาอีกมากมาย

คนผอมส่วนใหญ่มักจะพูดว่า "ผมว่าผมกินได้เยอะนะ แต่กินยังไงน้ำหนักก็ไม่เพิ่มขึ้นสักที" ถึงเวลาแล้วที่พวกคุณที่เป็นคนผอมทั้งหลายจะคิดหาวิธีเพิ่มน้ำหนักโดยรับประทานอาหารและออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อให้ได้น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นสัก 20 ถึง 30 กิโลกรัมหรือจนกว่าคุณจะพอใจ โดยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาให้เป็นกล้ามเนื้อซะส่วนใหญ่ไม่ใช่ไขมัน บทความต่อไปนี้เป็นการสรุปวิธีเพิ่มน้ำหนักที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพเป็นกฎหลักๆ 6 ข้อด้วยกัน





กฎข้อที่ 1: มีมุมมองในการเพิ่มน้ำหนักเป็นไปอย่างถูกต้อง
การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักโดยไม่คำนึงว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาเกิดจากอะไรไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก จากคนผอมไปเป็นคนอ้วนมันไม่ได้ทำให้คุณดูดีขึ้นหรอก คุณจำเป็นต้องให้ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาเป็นมวลกล้ามเนื้อซะส่วนใหญ่ ไม่ใช่มวลของไขมัน นอกจากคุณจะดูดีขึ้นเพราะมีมวลกล้ามเนื้อแล้ว คุณจะยังสุขภาพดีขึ้นและกล้ามเนื้อของคุณก็มีประโยชน์อีกด้วย การที่จะให้ได้สิ่งนี้มาคุณต้องออกกำลังกายและพักฟื้นร่างกายให้ถูกวิธี

กฎข้อที่ 2: โปรดจงแน่ใจว่าคำแนะนำในการเพิ่มน้ำหนักนั้นเหมาะสมกับตัวคุณ
การออกกำลังกายและการพักฟื้นร่างกายแบบไหนที่เหมาะกับคุณ แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่กล้ามเนื้อที่ใหญ่ยักษ์แบบนักเพาะกายมืออาชีพอย่างรูปนี้
                                                                   
แต่ถ้าคุณอยากหุ่นแบบรูปนี้แนะนำว่าคุณจะต้องใช้ความรู้และความพยายามอย่างมากเลยล่ะ หากคุณไม่ได้ออกกำลังกายด้วยการเพาะกายเป็นอาชีพ มันก็ยากที่คุณจะไปเลียนแบบการฝึกที่พวกเขาเหล่านี้ทำกัน

ถ้าคุณแค่อยากเพิ่มน้ำหนักและมวลกล้ามเนื้อ เพียงเพื่อให้ตัวคุณดูดีขึ้น จงอย่าหาทางลัดด้วยการใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาอะไรก็ตามที่คุณคิดว่ามันจะช่วยประหยัดเวลาในการสร้างกล้ามเนื้อให้ การเพิ่มน้ำหนักนั้นคุณไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริมอะไรเลยก็ได้ อาหารเสริมอาาจไม่จำเป็น แต่บางอย่างก็อาจจะมีประโยชน์กับคุณ

กฎข้อที่ 3: ออกกำลังกายอย่างถูกวิธีเพื่อเพิ่มน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ
การออกกำลังที่ผิดวิธีเป็นแค่การกระทำที่ไร้ประโยชน์เหมือนการที่อยากเพิ่มน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพแต่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย แม้ว่าคุณจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าคุณยังออกกำลังกายแบบผิดๆ คุณก็จะไม่เห็นพัฒนาการสักที ในทางเดียวกัน แม้คุณจะออกกำลังกายได้อย่างถูกวิธี 

แต่ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างจากการไม่ออกกำลังกายเลยแต่ถ้าคุณออกกำลังกายได้ถูกวิธีและทำอย่างสม่ำเสมอแต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่น่าพอใจ คุณควรจะมองหาเทคนิคต่างๆ และเพื่มความเข้มข้นในการออกกำลังให้เพียงพอ

คุณจำเป็นต้องออกกำลังกายที่ถูกวิธี ใช้เทคนิคที่น่าเชื่อถือ และเพิ่มความเข้มข้นและความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายให้เพียงพอ

กฎข้อที่ 4: จัดปริมาณแคลอรี่และสารอาหารที่พอเหมาะกับการเพิ่มน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ
การฝึกกล้ามเนื้อจะได้ผลลัพธ์ไม่ดีพอหากไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอควบคู่ไปด้วย สำหรับเป้าหมายเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ ควรทานอาหารที่มีประโยชน์สูงและพยายามทานเฉพาะอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ควรทานอาหารขยะ เช่นเฟรนฟราย และแฮมเบอร์เกอร์

การทานโปรตีนให้เพียงพอเป็นสิ่งจำเป็น และควรทานไขมันที่ดีต่อสุขภาพด้วย แม้ว่าคุณจะทานโปรตีนหรือได้รับพลังงานที่เพียงพอแล้ว แต่ถ้าคุณได้รับไขมันดีไม่เพียงพอคุณก็จะไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ คุณควรบริโภคไขมันดีให้ได้ 30% ของพลังงานที่คุณต้องได้รับต่อวัน ไขมันดีได้แก่ กรดไขมันโอเมก้า 3, น้ำมันมะกอก และน้ำมันคาโนล่า เป็นต้น

ในการเพิ่มพลังงานที่ได้รับต่อวันนั้น สามารถเพิ่มได้โดยการทานอาหารให้มากขึ้น เลือกทานอาหารที่ให้พลังงานสูง บางคนอาจชอบทานมื้อใหญ่ 3 มื้อต่อวัน ส่วนบางคนอาจชอบทานมื้อใหญ่ 3 มื้อแล้วเสริมด้วยมื้อเล็กๆ อีก 2 มื้อ ในขณะที่อีกบางส่วนชอบแบ่งเป็น 6 มื้อเท่าๆ กันการเพิ่มจำนวนอาหารที่รับประทานควรค่อยๆ เพิ่มไปทีละนิด ซึ่งจะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของคุณสามารถรับมือได้กับจำนวนอาหารที่เพิ่มขึ้น

แต่ไม่ควรเพิ่มส่วนเกินของพลังงานจากอาหารที่คุณกินจนกว่าคุณจะฝึกหนักเพียงพอเพื่อกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ พลังงานส่วนเกิน หมายถึง พลังงานที่ได้รับเกินจากที่ร่างกายของคุณต้องการเพื่อที่จะให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น คุณควรจะทำให้มันเป็นส่วนเกินเล็กน้อย ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักจะเป็นน้ำหนักที่มาจากมวลกล้ามเนื้อ

เครื่องดื่มทดแทนอาหาร เช่น โปรตีนเชคอาจเป็นประโยชน์สำหรับคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ทานเวยืโปรตีนเป็นแหล่งโปรตีนหลัก คุณควรได้รับแหล่งโปรตีนจากอาหารหลักมากกว่า

กฎข้อที่ 5: พักผ่อนให้เพียงพอและให้มีเวลาพักเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต
แม้ว่าคุณจะฝึกกล้ามเนื้อได้อย่างสม่ำเสมอและเลือกทานอาหารได้อย่างเหมาะสม แต่ถ้าคุณให้เวลากับการนอนหลับหรือพักระหว่างการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ร่างกายของคุณก็จะไม่สามารถฟื้นฟู กล้ามเนื้อไม่ถูกสร้าง น้ำหนักคุณก็ไม่เพิ่ม

คุณควรนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงทุกคืนในวันที่คุณออกกำลังกายหนัก ในทางที่ดีคุณควรพยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้พลังงานเยอะๆ ในวันที่คุณออกกำลังกาย





กฎข้อที่ 6: ทุ่มเทและมุ่งมั่นกับการเพิ่มน้ำหนักอย่างจริงจัง
เมื่อถึงเวลาฝึกกล้ามเนื้อคุณต้องฝึกโดยไม่ต้องไปสนใจสภาพอากาศ, สิ่งที่อยู่ในทีวี, หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้จิตใจคุณวอกแวก จงตั้งสมาธิกับการฝึกฝน และเมื่อคุณออกกำลังกาย คุณต้องใช้เทคนิคในการออกกำลังกายที่ถูกต้องในทุกๆ ครั้งที่คุณยกลูกน้ำหนักหรือใช้เครื่องเล่น อย่าโกงเด็ดขาด และฝึกให้เพียงพอที่จะกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ

คุณจำเป็นต้องนอนหลับให้เพียงพอในทุกๆ คืน ให้ความสำคัญกับการนอนให้มากๆ พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะลดเวลานอนของคุณ และคุณต้องได้รับปริมาณอาหารและพลังงานที่เพียงพอในทุกๆ วันเช่นกัน

จดบันทึกสิ่งที่คุณทำเป็ยรายวันหรือรายสัปดาห์จะช่วยให้การฝึกของคุณดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณทำได้แบบนี้ในทุกๆ สัปดาห์และทุกๆ เดือน เชื่อได้เลยว่าคุณจะพบกับผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมและน่าประทับใจ

ที่มา: hardgainer
ที่มารูปภาพ: criticalbench, flexonline
read more →

อาหาร 8 อย่างที่ช่วยทดแทนแคลเซียมสำหรับคนที่แพ้แลคโตสในนม



ถ้าคุณเป็นคนที่แพ้แลคโตสในนม ซึ่งก็คือดื่มนมเมื่อไหร่เป็นท้องเสียเมื่อนั้น นั่นหมายความว่าร่างกายของคุณมีปัญหากับการย่อยแลคโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติในนม คุณอาจจะสามารถดื่มผลิตภัณฑ์จากนมบางอย่างได้ แต่คุณจะต้องตรวจดูด้วยว่า นมที่คุณดื่มเข้าไปมีแลคโตสหรือไม่  Amy E. Barto แพทย์โรคทางเดินอาหารจาก Lahey Clinic ในเมือง Burlington กล่าวว่า "การหลีกเลี่ยงคือวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่แพ้แลคโตส แต่คุณต้องมั่นใจว่าคุณได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งคุณสามารถทำได้โดยการรับประทานอาหารเสริมและเลือกรับประทานอาหารเสริมที่เหมาะสม" เรามาดูกันว่าอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากได้แคลเซียมแต่ดื่มนมทีไรเป็นอันท้องเสียไปทุกที








1. ดื่มนมที่ปราศจากแลคโตส
ถ้าคุณชอบเทนมวัวใส่ในซีเรียลหรือดื่มนมคู่กับคุ๊กกี้ล่ะก็ คุณยังคงทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยการซื้อนมที่มีส่วนผสมของแลคเตส เนื่องจากแลคเตสเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาลในนม หากร่างกายคุณสร้างเอนไซม์ตัวนี้ได้ไม่เพียงพอจะทำให้คุณเกิดอาหารแพ้แลคโตส ซึ่งเป็นสามาเหตุให้คุณเกิดอาการท้องเสียเมื่อดื่มนม นมหรือผลิตภัณฑ์จากนมที่มีแลคเตสสามารถหาซื้อได้ที่ซูเปอร์มาเก็ต และนี่เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้แลคโตส นมชนิดนี้มีสารอาหารเหมือนนมทั่วไปเพียงแต่จะมีรสชาติหวานน้อยกว่าเท่านั้นเอง




2. ลองนมถั่วเหลืองดูไหม
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติของประเทศอเมริกาแนะนำว่า ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 19 ถึง 50 ปีควรได้รับแคลเซียมใรปริมาณ 1000 มิลลิกรัมในทุกๆ วันแปลว่าคุณต้องดื่มนมประมาณสามแก้วต่อวัน เนื่องจากนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมอื่นๆ เป็นแหล่งที่อุดมณ์ไปด้วยแคลเซียม แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ถ้าหากเป็นผู้ที่แพ้แลคโตส หนึ่งในตัวเลือกของคุณคือนมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียม ซึ่งอาจจะให้แคลเซียมได้น้อยกว่านมวัว อย่างไรก็ตามถ้าลูกของคุณมีอาการแพ้นม(milk allergy) ซึ่งต่างจากการแพ้แลคโตส เขาหรือเธออาจจะแพ้นมถั่วเหลืองด้วยก็ได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมถั่วเหลืองเพื่อทดแทนแคลเซียมกับทุกคนที่มีอาการแพ้นม



3. นมชนิดอื่นๆ
การดื่มนมแพะ หรือนมแกะจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการแพ้แลคโตส เพราะว่านมเหล่านั้นเป็นนมที่มาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งมีแลคโตสเป็นส่วนประกอบ อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่แพ้แลคโตสแต่ไม่ชอบนมถั่วเหลืองและยังคงอยากทานดมกับซีเรียลหรือกาแฟในยามเช้า อาหารที่ไม่มีส่วนผสมจากนมเหล่านี้แม้จะไม่มีแคลเซียมโดยธรรมชาติแต่สิ่งเหล่านี้อุดมณ์ไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมากซึ่งก็คือ น้ำนมแอลมอนด์ ซึ่งมีแมกนีเซียมและวิตามินอี,น้ำนมข้าวที่เกือบจะไม่มีไขมันอิ่มตัวและอุดมณ์ไปด้วยวิตามินบี 12, น้ำนมมะพร้าวที่รสชาติมันคล้ายนมวัว แต่อุปสรรคอย่างหนึ่งคือมีไขมันอิ่มตัวเป็นจำนวนมาก และน้ำนมจากพืชผักต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย น้ำนมจากข้าวโอ็ตและ น้ำนมจากข้าวโพด



4. เลือกโยเกิร์ตที่มีแลคโตสน้อยๆ
ถ้าคุณมีอาการแพ้แลคโตสหน่วยงาน Dietary Guidelines for Americans แนะนำว่าคุณควรจะเลือกผลิตภัณฑ์จากนมที่มีประมาณของแลคโตสน้อยๆ เช่น โยเกิร์ตซึ่งใช้แบคทีเรียใส่ลงไปหมักเพื่อให้ได้เป็นโยเกิร์ต Dr.Barto กล่าวว่า "โยเกิร์ตอาจทำให้อาการท้องอืดลดลงเพราะแลคโตสจะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียที่ดี"




5. ชีส
ชีสหมักจะมีแบคโตสน้อยกว่าผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ และคุณอาจสามารถทานมันได้เพราะในชีสหมักมีจำนวนแลคโตสเพียงเล็กน้อย ชีสหมักมีคุณค่ากับผู้ที่แพ้แลตโตสเพราะว่ามันเป็นแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมและโปรตีน ยกตัวอย่างของชีสที่หมักเป็นเวลานานจะมีแลคโตสที่น้อยมากคือ ชีสสวิส, ชีสพามิซาน (parmesan) และบลูชีส โดยทั่วไปแล้วชีสเหล่านี้จะมีแลคโตสอยู่ประมาณ 2 กรัมต่อน้ำหนักชีส 1 ออนซ์เทียบได้นมหนึ่งแก้วซึ่งมีแลคโตสอยู่ 11 กรัม คุณสามารถลองทานชีสกับแครกเกอร์เพื่อเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายคุณ




6.ไอศครีมเชอร์เบท
ถ้าคุณเป็นคนชอบทานไอศครีมเป็นของหวานละก็ คุณสามารถทดแทนได้ด้วยการทานเชอร์เบท ในเชอร์เบทมีส่วนผสมของนมอยู่เล็กน้อย และมีปริมาณแลคโตสที่น้อยด้วย โดยหนึ่งถ้วยมีแลคโตสประมาณ 4 ถึง 6 กรัม และประมาณโยเกิร์ตหนึ่งถ้วยหรือเพียงครึ่งถ้วยของไอศครีม เชอร์เบทเป็นตัวอย่างที่ดีของอาหารที่ไม่มีแลคโตสเพราะว่ามันช่วยทำให้คุณไม่ต้องคิดถึงผลิภัณฑ์ที่ทำจากนมเลย Dr.Barto กล่าวว่า ""ถ้าคุณคุณกำลังมองหาของหวานเย็นๆ ที่ปราศจากแลคโตส ขอให้คุณเลือกเชอร์เบทซึ่งเป็นอาหารที่ไม่มีนม



7. ผักใบสีเขียว
คุณสามารถได้รับแคลเซียมในประมาณที่พอดีจากผักที่มีใบสีเขียว ผักที่มีปริมาณแคลเซียมที่สูงประกอบไปด้วย rhubarb, ผักโขม, บร็อคโคลี่ และ kale ยกตัวอย่างเช่น ผักโขมหนึ่งถ้วยปรุงอาหารจะมีแคลเซียมประมาณ 250 มิลลิกรัม  และอาหารอื่นๆ ที่เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้แลคโตสประกอบไปด้วย pinto bean, น้ำส้ม



8. ก้างปลาตัวเล็ก

Dr.Barto กล่าวว่า "มันจำเป็นอย่างมากที่ควรจะรู้ว่า เมื่ออายุมากขึ้น อาการแพ้แลคโตสก็จะมากขึ้นไปด้วย" ที่โชคร้ายคือเมื่อคุณแก่ขึ้นคุณก็จำเป็นต้องการปริมาณแคลเซียมที่ใากขึ้นเหมือนกัน โดยปริมาณแคลเซียมที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปคือ 1200 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าที่แนะนำสำหรับวันรุ่นและผู้ใหญ่ (1000 มิลลิกรัม) ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มช่วงอายุนี้และมีปัยหากับการทานนม คุณควรจะหาอาหารที่อุดมณ์ไปด้วยแคลเซียมที่ปราศจากนมมารับประทาน อีกหนึ่งตัวเลือกคืออาหารทะเล ปลาตัวเล็กๆ ที่มีก้างนิ่มเช่น ปลาซาดีน จะมีแคลเซียมในประมาณที่สูง ยกตัวอย่างเช่น ปลาซาดีนที่มีก้าง 3 ออนซ์จะมีแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม และปลาอื่นๆ ที่มีแคลเซียมสูงประกอบไปด้วย ปลาแซลมอน และปลาทูน่า





ที่มา: everydayhealth
read more →

วิตามินและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง (ตอนที่ 3)


ก่อนหน้านั้นเราได้พูดถึงวิตามินที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงมาแล้ว 2 ตอน ในตอนที่ 1 เราได้พูดถึง ธาตุเหล็ก, แคลเซียม และแมกนีเซียม และในตอนที่ 2 จะพูดเกี่ยวกับ วิตามินเอ, โฟเลต. ไบโอติน และวิมินบีต่างๆ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาดูกันว่า ยังมีวิตามินอะไรบ้่างที่จำเป็นสำหรับคุณผู้หญิงอีกบ้าง


8. วิตามินซี (vitamin C)
ประโยชน์และหน้าที่
ประโยชน์ของวิตามินซีคือ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเนื้อเยื้อในร่างกาย, กระดูก และฟัน มีส่วนช่วยร่างกายสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญต่อผิวหนัง, กระดูกอ่อน, เส้นเอ็น, เอ็นกล้ามเนื้อ และเส้นเลือด และเป็นสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ (antioxidant) ทำให้สามารถป้องกันการทำลายเซลล์จากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่้างดีั


ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
ความสามารถในการรักษาและเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ของวิตมินซีทำให้วิตามินซีเป็นสิ่งจำเป็น สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังขาดวิตามินซีประกอบไปด้วย ผมแห้งและแตก, เหงือกอักเสบ และมีเลือดออกตามไรฟัน, ผิวหยาบกระด้าง, แห้ง และมีเกร็ด, อัตราการฟื้นฟูของบาดแผลช้าลง, มีอาการฟกช้ำได้ง่าย, เลือดกำเดาไหล, และติดเชื้อง่ายขึ้น แม้วิตามินซีจะดูเหมือนเป็นตัวช่วยในการรักษาอาการต่างๆ ได้ดีมาก แต่วิตามินซีไม่เคยมีงานวิจัยว่าสามารถรักษาโรคได้จริง แต่ก็เชื่อได้ว่าสารแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยเพิ่มพลังให้ระบบภูมิคุ้มกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เพระาวิตามินซีสามารช่วยเพิ่มกระบวนการผลิตคอลลาเจนได้และยังช่วยลดริ้วรอยและเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวของคุณ






พบได้ที่ไหน
วิตามินซีสามารถพบได้ในผักและผลไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะในผลไม้ตระกูลส้ม, พริกแดง และบล็อคโคลี่ ส่วนอาหารเสริมวิตามินซีที่สังเคราะห์จะอยู่ในรูปของกรดวิตามินซี (ascorbic acid)


ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
สภาวะปกติ ควรได้รับ 60 มิลลิกรัมต่อวัน


9. วิตามินดี (Vitamin D)
ประโยชน์และหน้าที่
ช่วยดูดซึมแคลเซียมซึ่งเป็นส่วนที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของกระดูก, ปรับการเจริญเติบโตของเซลล์, พัฒนาการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยลดอาการอักเสบ


ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
หากคุณได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอทำให้เกิดอาการกระดูกบาง, เปราะ หรือผิดรูปซึ่งนำไปสู่โรคกระดูกผุ หรือ*มาลาเชีย (osteomalacia) ซึ่งก็คืออาการกระดูกอ่อนตัวซึ่งทำให้กล้ามเนื้อออ่อนลงด้วยเหมือนกัน การขาดวิตามินดีเป็นบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 1 และ ประเภทที่ 2 มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าวิตามินดีอาจจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colorectal  cancer) และอาจเป็นไปได้ว่าจะป้องกันมะเร็งอื่นๆ อีกด้วย


พบได้ที่ไหน
วิตามินดีพบได้ในเนื้อของปลาที่มีไขมัน เช่นแซลมอน และทูน่า และน้ำมันตับปลา,  มีจำนวนเล็กน้อยในตับวัว, ชีส, ไข่แดง, นม และน้ำส้ม


หมายเหตุ วิตามินดียังสามารถรับได้จากแสงแดดที่ปลอดภัย


ปริมาณที่แนะนำต่อวัน


สภาวะทั่วไปควรได้รับ 400 หน่วยสากลหรือ IU


10. โอเมก้า 3 (Omega 3)
ประโยชน์และหน้าที่
ช่วยให้การทำงานของระบบสมองเป็นไปอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้ (ความจำและประสิทธิภาพของสมอง), ช่วยลดระดัยความดันโลหิต และช่วยบรรเทาอาการอักเสบ


ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดอาการอักเสบและอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้องรัง เช่น โรคหัวใจ, โรคมะัเร็ง, โรคไขข้อ และปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อ และยังพบอีกว่าผู้ที่รับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีความเข้มข้นสูงช่วยลดการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมมากกว่าผู้ที่ไม่ทานปลาเลย


พบได้ที่ไหน
โอเมก้า 3 พบได้ในปลาโดยเฉพาะปลาที่มีไขมัน เช่น แซลมอน, ทูน่า, ซาดีน และแมคเคอเรล และน้ำมันในพืชและถั่ว (น้ำมันปลาแคปซูลก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ควรบริโภคอย่างน้อย 3 กรัมต่อวัน)


11. เมลาโทนิน (Melatonin)
ประโยชน์และหน้าที่
เมลาโทนินช่วยในการปรับและควบคุมฮอโมนส์ต่างๆ , ช่วยปรับสภาพร่างกายในรอบวัน(circadian rhythm) ซึ่งเหนี่ยวนับให้หลับลึก เป็นบทบาทสำคัญของการนอนหลับและตื่นนอน และช่วยควบคุมการหลั่งฮอโมนส์สืบพันธุ์ของผู้หญิง


ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
เมลาโทนินมีบทยาทสำคัญในการควบคุมช่วงเวลาการนอนหลับของคุณ เมื่ออยู่ในที่มืดเส้นประสาทในตาของคุณจะส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อบอกต่อมไพเนียล (pineal gland) ให้ขับเมลาโทนิน เป็นการเหนี่ยวนับให้คุณรู้สึกง่วง และทำให้คุณหลับได้ลึกขึ้น


พบได้ที่ไหน

อยู่ในรูปแบบเม็ดยา, แคปซูล, ครีม และยาอม (ปัจจุบันยังไม่มีการแนะนำให้ทานเมลาโทนินเป็นอาหารเสริม แต่ทางเลือกที่ดีควรรับประทานในประมาณน้อยๆ ประมาณ 200 ไมโครกรัม)




*โรคกระดูกผุ (osteomalacia) เป็นกระดูกผุที่พบในผู้ใหญ่ ทำให้กระดูกหักง่าย เนื่องจาก ขาดแคลเซี่ยม และฟอสเฟต ที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก มองจากภายนอกจะไม่เห็นอาการชัด
read more →

วิตามินและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง (ตอนที่ 2)


ในตอนที่แล้วเราพูดถึงวิตามินที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงไป 3 ตัว ได้แก่ เหล็ก, แคลเซียม และแมกนีเซียม ในบทความนี้เราจะมาพูดต่ออีก 4 ตัวที่เป็นวิตามิตที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง มาดูตัวแรกกันเลย


4. วิตามินเอ (Vitamin A)
ประโยชน์และหน้าที่
ช่วยในเรื่องการพัฒนาการที่เหมาะสมกับการทำงานของดวงตา, ผิวหนัง, ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย, และส่วนต่างๆ อีกมากมายของร่างกาย


ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
วิตามินเอ (vitamin A) มีบทบาทที่สำคัญในเรื่องสนับสนุนการมองเห็น นักวิจับต่างเห็นด้วยว่าวิตามินเออาตตะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากไข้หัด, ช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด และช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย






พบได้ที่ไหน
วิตามินเอพบได้ในผักใบสีเขียว, ส้ม และผักที่มีสีเหลือง , ผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ, ผลไม้, ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม, ตับ, เนื้อปลา และธัญพืช (วิตามินเอ ที่อยู่ในอาหารเสริมวิตามินรวมหรือมัลติวิตามินและอยู่ในรูปวิตามินเอเดี่ยวๆ มักจะอยู่ในฟอร์มของ retinyl acetate หรือ retinyl palmitate)


ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
ผู้ชาย ควรได้รับ 5,000 หน่วยสากล หรือ I.U. ต่อวัน
ผู้หญิง ควรได้รับ 4,000 หน่วยสากล หรือ I.U. ต่อวัน
ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ควรได้รับ 5,000 หน่วยสากล หรือ I.U. ต่อวัน


5. โฟเลต (Folate)
ประโยชน์และหน้าที่
โฟเลตช่วยในการผลิตและบำรุงเซลล์ที่เกิดใหม่เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง แบะยังช่วยปรับสมดุลของการลำเลียงข้อมูลและโมเลกุลผ่านระบบประสาทให้เหมาะสมขึ้น และเป็นส่วนสำคัญของการทำงานของสมองสำหรับความนึกคิดและอารมณ์


ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
โฟเลตคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการป้องกันโรคโลหิตจางและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกคน การขาดโฟเลตในขณะตั้งครรภ์นั้นสามารถเป็นตัวทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงซึ่งประกอบไปด้วย การคลอดก่อนกำหนด และทารกอาจเกิดความผิดปกติของเยื่อหุ้มประสาทและไขสันหลังได้ จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ในผู้หญิงผู้ที่รับประทานอาหารเสริมโฟเลตก่อนที่จะมีบุตรและในระหว่างตั้งครรภ์ในช่วงแรกจะช่วยลดความเสี่ยงของทารกของพวกเธอจากภาวะความผิดปกติของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังลงได้ประมาณ 72 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปริมาณที่แนะนำต่อวันคือ 400 ไมโครกรัม แต่จำเป็นต้องเพิ่มเป็น 600 ไมโครกรัมสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ และ 500 ไมโครกรัมสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร นอกจากนี้ผู้คนที่ขาดโฟเลตจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งบางประเภท


พบได้ที่ไหน
โฟเลตพบได้จากแหล่งธรรมชาติเช่น ผักใบสีเขียว, ผลไม้ และถั่ว สิ่งที่สังเคราะห์จากโฟเลต (กรดโฟเลตหรือ folate acid) พบได้ในอาหารเสริมและธัญพืชที่ผ่านการสังเคราห์, ขนมปัง, เส้นพาสต้า และข้าว


ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
ผู้ใหญ่ ควรได้รับ 400 ไมโครกรัม ต่อวัน
หญิงระยะให้นมบุตรประมาณ ควรได้รับ 500 มก. ต่อวัน
หญิงมีครรภ์ ควรได้รับ 600 ไมโครกรัม  ต่อวัน



6. ไบโอติน (Biotin)
ประโยชน์และหน้าที่
ไบโอตินช่วยในการนำกรดไขมันและน้ำตาลในเลือดมาใช้เป็นพลังงานให้กับร่างกายและช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายและช่วยในการเผาผลัญคาร์โบไฮเดรต


ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
การขาดไบโอตินนั้นเป็นเรื่องที่พบได้ยาก สัญญาณที่บ่งบอกว่าขกำลังขาดไบโอตินประกอบด้วย ผมร่วง, เล็บเปราะ และเป็นเกร็ด, มีผื่นแดงที่ใบหน้า โชคดีที่พวกคุณสามารถบรรเทาโรคเหล่านั้นได้ด้วยการรับประทานไบโอติน อีกทั้งยังช่วยในรักษาอาการทางระบบประสาท  เช่น ภาวะซึมเศร้าในผู้ใหญ่


พบได้ที่ไหน
ไบโอตินพบได้ในดอกกระหล่ำ, ตับ, อะโวคาโด และราสเบอร์รี่


ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
ผู้ใหญ่ ควรได้รับ 300 ไมโครกรัม ต่อวัน


7. วิตามินบีต่างๆ (other B Vitamins)
ประโยชน์และหน้าที่
วิตามินบีช่วยในเรื่องเปลี่ยนอาหารให้เป็นเชื้อเพลงสำหรับพลังงาน และช่วยรักษาสุขภาพของผิว, เส้นผม และดวงตา อีกทั้งยังช่วยให้การทำงานของระบบประสาทเป็นไปอย่างเหมาะสม ช่วยบำรุงระบบเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย, โทนกล้ามเนื้อ, และช่วยเรื่องความคิด


ทำไมจึงจำเป็นต่อร่างกาย
การขาดวิตามินบีบางชนิดสามารถเป็นตัวการให้เกิดโรคที่น่ากลัวต่างๆ เช่น สามารถทำให้เกิดโรคโลหิตจาง, เหน็ดเหนื่อยเมื้อยล้า, ไม่อยากอาหาร, ปวดท้อง, ภาวะซึมเศร้า และอาการเสี่ยวซ่าที่แขนและขา, ตะคริวที่กล้ามเนื้อ, การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ, ผมล่วง, โรคกลาก, การเจริญเติบโตช้าในเด็ก และข้อบกพร่องในตอนแรกเกิด แน่นอนคุณไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้น


พบได้ที่ไหน

วิตามินบีพบได้ในปลา, เนื้อสัตว์, ไข่, ผลิตภัณฑ์จากนม, ผักใบสีเขียว, พืชตระกูลถั่ว, ธัญพืชต่างๆ และขนมปังบางชนิด


ที่มา: womenshealthmag
read more →

วิตามินและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง (ตอนที่ 1)


ผู้หญิงไม่ว่าจะวัยไหน สูงเท่าไร น้ำหนักเท่าไร และถึงแม้จะมีกิจกรรมแค่อย่างเดียว ก็จำเป็นที่จะต้องการสารอาหารที่มีประโยชน์บางชนิด เพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์


ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ที่สุดคือ *whole food โดย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสารอาหารของผู้หญิง และนักโภชนาการ Keri Glassman กล่าวว่า “พวกเราได้ความหลากหลายของสารอาหารจากการทานผลไม้, ผัก, โฮลเกรน และไขมันดี แต่พวกเราไม่รู้ว่าจะต้องทานมากหรือน้อยแค่ไหน”


การที่จะรับสารอาหารที่มีประโยชน์เพื่อต่อต้านโรคภัยและความเจ็บป่วยให้ได้แม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องที่ยากมาก และลำดับในการรับประทานอาหารเสริม ถ้าคุณมีความเสี่ยงที่จะแพ้อาหารเสริม, ร่างกายขาดแร่ธาตุบางชนิด ,อยู่ในช่วงกำลังตั้งครรภ์ หรือเป็นมังสวิรัต คุณควรจะปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคุณก่อนในการแนะนำอาหารเสริมสำหรับคุณ


ตัวเลือกอาหารเสริมของคุณขึ้นอยู่กับการทานอาหารและการแนะนำจากแพทย์ของคุณ Glassman กล่าวว่า “เมื่อกำลังตัดสินใจว่าจะทานอาหารเสริม ผู้หญิงจำเป็นจำต้องคิดเกี่ยวกับกระดูก, เด็กในท้อง และหน้าท้องของคุณ ความหนาแน่นของกระดูกที่เพียงพอจำเป็นต่อการป้องกันโรคกระดูกพรุน, ความพอเหมาะในการจัดเก็บโฟเลต (folate) จำเป็นสำหรับพัฒนาการของทารกในครรภ์, ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเรื้อรังต่างๆ ดังนั้นผู้หญิงจึงจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์เพื่อป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”


ด้วยคำแนะนำเหล่านี้ จะช่วยให้คุณได้รับรู้อาหารเสริมที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิง เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารเสริมให้เหมาะกับตัวคุณ

read more →

5 ความเข้าใจผิดๆ กับการลดหน้าท้องให้แบนราบ


แน่นอนว่าสาวๆ ทุกคนคงอยากมีหน้าท้องที่แบนราบ และเซ็กซี่โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่ต้องเลิกล้มความพยายามที่จะมีหน้าท้องแบนราบคือการได้รับข้อมูลมาอย่างผิดๆ เกี่ยวกับการลดไขมันหน้าท้อง และนี่คือ 5 สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดและทำกันเพราะคิดว่ามันได้ผล ซึ่งจริงๆ แล้วนอกจากจะไม่ได้ผลยังแถมข้อเสียมาให้อีกมากมาย


1. crunches หรือ sit-up แบบเอาเป็นเอาตาย
การทำ crunches หรือ sit-up อย่างเอาเป็นเอาตายไม่ได้ทำให้หน้าท้องของคุณแบบราบเลย ความจริงคือทุกๆ คนรู้ว่าเรามีกล้ามท้อง แต่โดนชั้นไขมันที่หนาปิดทับอยู่บนหน้าท้องของคุณ ถ้าคุณต้องการทำให้กล้ามท้องของคุณโผล่ออกมา คุณจำเป็นต้องโฟกัสไปที่การเบิร์นชั้นไขมันออกซึ่งครอบคลุมไปทั่วทั้งหน้าท้องของคุณ กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ crunches แต่เป็นการเบิร์นไขมันออกต่างหาก จำไว้ว่าต่อให้คุณมีกล้ามเนื้อที่สวยงามขนาดไหน แต่ถ้ายังมีชั้นไขมันหนาปกคลุมอยู่ ถึงยังไงกล้ามเนื้อของคุณก็ไม่โผล่มาให้เห็นสักทีหรอก


2. อดอาหาร
ในบางครั้งคุณอาจจะคิดว่าการอดหารหารเป็นวิธีเดียวที่จะลดน้ำหนักและหน้าท้อง แต่จริงๆ แล้วการอดหารนั้นไม่ได้ผล นอกจากนั้นยังเป็นวิธีที่อันตรายอีกด้วย คุณอาจจะคิดว่าการลดจำนวนแคลอรี่ที่ทานเป็นสิ่งที่ดีและให้ผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่คุณต้องเข้าใจว่าร่างกายมนุษย์เรานั้นซับซ้อนมาก ผลลัพธ์ของการอดอาหารนั้นจะทำลายระบบเมแทบอลิซึม (metabolism) ซึ่งทำให้เผาผลาญอาหารได้ช้าลง เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือคุณจะต้องไม่อดอาหาร รับประทานอาหารที่พออิ่ม เลือกทานเฉพาะอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่า ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดน้ำหนักและไขมันที่หน้าท้องของคุณ
read more →