แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ abs แสดงบทความทั้งหมด

คู่มือแนะนำสำหรับมือใหม่อยากมีซิกแพค

ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินเข้ามาในฟิตเนส ก็คงอยากมีซิกแพคเหมือนกันทุกคนนั่นแหละ

และก็ยังมีหลายคนที่ถึงแม้จะเข้าฟิตเนสมาเป็นปีแล้วแล้ว เริ่มมีกล้ามเนื้อขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้ว แต่สำหรับกล้าท้องหรือซิกแพคนั้นยังคงไปไม่ถึงไหนเลย พอเห็นแค่ลาง ๆ อยู่ใต้ผิวหนังแค่นั้น นั่นเป็นเพราะว่าบางทีวิธีการที่คุณปฏิบัตินั้นอาจยังไม่ถูกจุด ซึ่งแน่นอนว่าจำนวนเวลาที่ใช้ในฟิตเนสนั้นไม่ได้เป็นตัวกำหนดปัจจัยว่าคุณจะมีซิกแพคช้าหรือเร็วแค่ไหน แต่เป็นวิธีการปฏิบัติในการสร้างกล้ามท้อง หรือซิกแพคที่ถูกต้องต่างหากล่ะ



แม้ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ หรือคนที่ไม่เคยประสบผลสำเร็จในการสร้างซิกแพคจากช่วงเวลาที่ผ่านมาเลยก็ตาม ทุกสิ่งในบทความนี้เป็นสิ่งที่คุณควรรู้ไว้หากคุณต้องการมีซิกแพค

รู้จักกับกล้ามเนื้อซิกแพค (Rectus Abdominis) และวิธีการฝึก
เมื่อมีคนพูดถึงซิกแพค จริง ๆ แล้วพวกเขากำลังพูดถึงกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งซึ่งเรียกว่า Rectus Abdominis ซึ่งกล้ามเนื้อนี้จะอยู่ระหว่างกระดูกซี่โครง ไล่ลงมาจนถึงด้านบนสุดของกระดูกหัวหน่าว ดังนั้นถ้าคุณอยากให้ซิกแพคของคุณคมชัดออกมา คุณก็จำเป็นต้องฝึกกล้ามเนื้อส่วนนี้


เนื่องจาก Rectus Abdominis ถูกออกแบบเพื่อให้เชื่อมระหว่างกระดูกซี่โครงล่างกับกระดูกหัวหน่าวเข้าด้วยกัน ดังนั้นการกล้ามเนื้อส่วนนี้จะทำงานเมื่อเรางอตัว เช่นการทำท่า Crunch หรือ Reverse Crunch และจากงานวิจัยของ American Council ได้แสดงให้เห็นว่าท่าอออกกำลังกาย Crunch นั้นใช้งานกล้ามเนื้อ Rectus Abdominis ได้ดีกว่าท่าออกกำลังกายกล้ามท้องทั่ว ๆ ไปเช่น ท่า Plank, Sit Up, และ Boat Pose แต่แทนที่คุณจะฝึกโดยพยายามทำท่า Crunch ให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ให้คุณฝึกโดยค่อย ๆ ทำอย่างช้า ๆ และพยายามโฟกัสที่การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแทนจะดีกว่า โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวขณะเอนตัวลง (Eccentric Contraction) ซึ่งการเคลื่อนไหวในช่วงนี้จำเป็นมากสำหรับการทำให้กล้ามเนื้อได้รูป

ข้อสำคัญคือควรเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดอาการบาดเจ็บที่หลังได้ ให้มั่นใจเสมอว่าคุณปลอดภัยจากการฝึก หากคุณมีอาการบาดเจ็บที่หลัง และอยากฝึกกล้ามท้องให้คุณทำท่า Crunch โดยสอดมือทั้งสองข้างที่ด้านล่างของหลังช่วงล่าง แล้วยกเฉพาะศีรษะ และช่วงไหล่ขึ้นมา ไม่ต้องสูงมาก แล้วข้างไว้ 10 วินาที จากนั้นผ่อนหลายกลามเนื้อแล้วแอนลงไป การเคลื่อนไหวแบบนี้จะช่วยให้น้ำหนักไม่กดลงที่กระดูกสันหลังช่วงล่าง ทำให้หลังของคุณไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

(เพิ่มเติม: 6 ขั้นตอนสร้าง Sixpack ให้คมชัด สวยงาม)

อย่าละเลยการฝึกกล้ามท้องภายใน
แม้ว่ากล้ามท้องซิกแพค หรือ Rectus Abdominis จะเป็นกล้ามเนื้อที่คุณต้องการเห็นเวลาที่ส่องกระจก แต่คุณยังมีกล้ามท้องภายใน ซึ่งประกอบไปด้วย Internal Oblique, Internal Oblique , และ Transverse abdominis ซึ่งกล้ามเนื้อเหล่านี้เป็นรากฐานให้กับซิกแพคของคุณ คุณคงไม่อยากสร้างตึกที่มีรากฐานที่อ่อนแอจริงไหม? กล้ามเนื้อเหล่านี้จะถูกใช้งานเมื่อคุณออกกำลังกายกล้ามท้อง เช่น ท่า Plank, Dead Bug, Core Twist, และ Farmer's Walk ซึ่งช่วยให้ช่วงลำตัวของคุณมีความเสถียรมากขึ้น

(เพิ่มเติม: 3 เหตุผลที่ทำไมเล่นกล้ามท้องไม่โดน)

รู้จักกับเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย
ไม่สำคัญว่าคุณจะมีช่วงลำตัว หรือมัดกล้ามท้องที่แข็งแรงขนาดไหน คุณจะไม่มีทางมองเห็นซิกแพคของคุณได้หากกล้ามเนื้อเหล่านั้นถูกซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นไขมันอันหนาแน่น  ในแต่ละบุคคลจะมีรูปแบบของร่างกาย และการกระจายตัวของไขมันแตกต่างกัน บางคนมีไขมันที่ขาเยอะ บางคนมีที่แขนเยอะ และบางคนที่มีหน้าท้องเยอะ โดยทั่วไปแล้วเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายของผู้ชายที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 8 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หากคุณต้องการให้เห็นซิกแพคแบบคมชัด คุณต้องลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายให้ได้ต่ำกว่า 6 เปอร์เซ็นต์ และต้องคำนึงถึงสุขภาพของคุณด้วย

(เพิ่มเติม: โปรแกรมคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย)

จัดการกับมื้ออาหารให้ถูกต้อง
ส่วนหนึ่งที่ช่วยรักษาระดับเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายคือการทานอาหารที่ถูกต้อง และยังช่วยให้พัฒนาการในการกล้ามเนื้อเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวกล้อง, มันสำปะหลัง, และผลไม้จะเป็นเชื้อเพลิงให้คุณใช้ในการออกกำลังกาย อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่, เนื้อไม่ติดมัน, และปลา จะช่วยซ่อมแซม และสร้างกล้ามเนื้อให้เพิ่มขึ้น และไขมันไม่อิ่มตัวจาก อัลมอนด์, วอลนัท, อะโวคาโด, และน้ำมันมะกอก จะช่วยให้ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นด้วย


โดยทัวไปแล้วควรเลือกทานอาหารที่มีใยอาหารสูง, ไขมันดี, โปรตีน, และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง และเนื้อแปรรูป เพราะมีโซเดียมเยอะ และยังเป็นสารก่อมะเร็งด้วย จำไว้เสมอว่าคุณไม่สามารถออกกำลังกายด้วยการทานอาหารแย่ ๆ ได้หรอก

(เพิ่มเติม: 3 ปัจจัยในการควบคุมอาหาร และแบ่งสัดส่วนของอาหาร)

เวทขาด้วย
เมื่อถึงเวลาสร้างซิกแพค หลาย ๆ คนมักจะละเลยการออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในช่วงลำตัว แต่การที่จะให้ซิกแพคของคุณคมชัดออกมา คุณจำเป็นต้องฝึกกล้ามเนื้อให้ครบทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อยิ่งใหญ่ ยิ่งใช้พลังงานเยอะ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขา คุณสามารถออกกำลังกายช่วงล่างของร่างกายได้โดยฝึกท่าเหล่านี้ เช่น ท่า Squat, Lunge, และ Dead Life จะดียิ่งขึ้นถ้าคุณโฟกัสกล้ามท้องไปด้วยขณะฝึกท่าเหล่านี้

(เพิ่มเติม: 10 วิธีสร้างกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว)

ดื่มน้ำให้มาก
น้ำนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายแบบไหนก็ตาม คุณต้องดื่มน้ำให้มากหากคุณต้องการให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างเต็มที่ ร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 2 ใน 3 ส่วน ดังนั้นจงแน่ใจว่าคุณยังรักษาระดับน้ำในร่างกายได้เท่านั้น น้ำนั้นยังช่วยขับสารพิษ และเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายได้อีกด้วย ควรดื่มน้ำให้มากพอที่ปัสสาวะจะสีจางใส ไม่เหลืองจัด

ที่มา: MensFitness
read more →

6 ขั้นตอนสร้าง Sixpack ให้คมชัด สวยงาม

คุณคงไม่อยากเสียเงินแพงๆ เพื่อเข้าคอร์สสร้างซิคแพค ซึ่งไม่อาจคาดการณ์ผลข้างเคียงต่างๆ ได้ หรือไม่อยากเสียเงินซื้อาหารเสริมราคาแพงมาทานโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลลัพธ์มันจะเวิร์คหรือเปล่า แล้วจะต้องทำยังไงล่ะ? สิ่งที่หลายคนมักจะมองข้ามไปคือ "การควบคุมอาหาร" สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในการพัฒนากล้ามท้องให้ได้ซิคแพคมา

หยุดคาดหวังกับอาหารเสริมที่โฆษณาว่าจะช่วยทำให้คุณได้ซิคแพคมาได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องทำอะไรนอกจากทานแค่อาหารเสริม หรือพยายามบริหารกล้ามท้องอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่สนใจสิ่งที่คุณเอาเข้าปากเลย ซิคแพคนั้นสร้างที่ห้องครัวไม่ใช่ยิม ต่อให้คุณมีโปรแกรมออกกำลังกายที่ดีเลิศขนาดไหน แต่ถ้าอาหารที่คุณรับประทานมันยังแย่ ไม่ได้คุณภาพ มันก็ยากที่คุณมีซิคแพคที่คมชัด และสวยงามได้



ความเป็นจริงแล้วผลลัพธ์กว่า 90% นั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมอาหาร (Diet) ความลัพธ์ในการได้ซิคแพคมาไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเสริมที่คุณทาน, สุดยอดท่าออกกำลังกายกล้ามท้อง, หรืออุปกรณ์ออกกำลังกายที่โฆษณาว่าช่วยให้คุณได้ซิคแพคมาได้โดยง่ายๆ หากคุณต้องการสร้างซิคแพคคุณควรโฟกัสไปที่หลักการควบคุมอาหาร

6 วิธีสร้าง Sixpack ให้คมชัด สวยงาม

กฎข้อที่ 1: ทานโปรตีนให้เพียงพอ

โปรตีนนั้นช่วยให้คุณสร้างกล้ามเนื้อ และยังช่วยเบิร์นไขมันในร่างกายอีกด้วย สารอาหารหลักประกอบไปด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ซึ่งโปรตีนเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดเพราะมันช่วยให้กระตุ้นกระบวนการเผาผลาญให้กับร่างกายคุณ

และนี่เป็นเหตุผลหลักว่าทำไมนักกีฬามืออาชีพ และนักเพาะกายระดับแข่งขันนั้นรับประทานโปรตีนเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้พวกเขามีรูปร่างกายดูดีมากเช่นกัน และสิ่งนี้ไม่ใช่ใช้ได้แค่เฉพาะผู้ชาย ผู้หญิงก็เช่นกัน

กฎข้อที่ 2: ทานคาร์บหลังออกกำลังกายเสร็จ



หลายคนยังคิดว่าคาร์โบไฮเดรตเป็นศัตรูต่อการลดไขมัน ซึ่งมันทำให้คุณอ้วน จริงๆ แล้วไม่ใช่เสมอไป แต่คาร์บโบไฮเดรตประเภท มันเทศ, ข้าวกล้อง, และข้าวโอ็ค นั้นมีประโยชน์ต่อการสร้างซิคแพคของคุณ โดยเฉพาะการทานหลังออกกำลังกาย เพราะมันจะช่วยป้องกันการสลายกล้ามเนื้อ และเติมไกลโคเจนให้กับกล้ามเนื้อ

ลองผสมกันระหว่างคาร์บ และผัก 1-2 ถ้วยในแต่ละมื้อ วิธีนี้จะช่วยให้คุณได้รับวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ และใยอาหารที่เพียงพอต่อการทำให้คุณสุขภาพดี

กฎข้อที่ 3: ทานไขมันดี

ควรตรวจสอบก่อนว่าไขมันดีที่คุณทานนั้นประกอบไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (Polyunsaturated Fat) และไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (Monounsaturated Fat) เป็นส่วนประกอบหลัก เช่น ถั่ว, เนยถั่ว, น้ำมันปลา, น้ำมันมะกอก, และน้ำมันคาโนล่า ในมื้ออาหารของคุณ

การรับประทานไขมันจะช่วยให้รักษาระดับของอินซูลินในร่างกายคงที่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากถ้าเป้าหมายของคุณคือลดไขมันที่หน้าท้อง และเพิ่มความชัดให้ซิคแพค คุณไม่ควรที่จะงดไขมัน เพียงแต่ให้คุณทานในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกรับประทานไขมันจากแหล่งที่เป็นไขมันดี

กฎข้อที่ 4: โฟกัสที่มื้ออาหาร

เพื่อที่จะเบิร์นไขมัน และทำให้ซิคแพคของคุณปรากฎออกมา สิ่งสำคัญคือความสมดุลย์ของมื้ออาหารที่ประกอบไปด้วย โปรตีน, ไขมันดี, และคาร์บโบไฮเดรต

โปรตีนนั้นช่วยสร้างกล้ามเนื้อ และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของอาหารหลักสามอย่าง เพราะโปรตีนช่วยในการเบิร์นไขมันในร่างกายได้ด้วยการย่อยโปรตีน

การคำนวณปริมาณที่พอเหมาะในการทานคาร์โบไฮเดรตเป็นวิธีที่ดี แต่เวลาที่เหมาะแก่การทานคาร์บมากที่สุดคือหลังออกกำลังกาย

เมื่อร่างกายของคุณได้รับคาร์บหลังออกกำลังกาย ร่างกายของคุณจะดูดซึมคาร์บอย่างรวดเร็วเข้าสู่่มัดกล้ามเนื้อตรงๆ ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโต คาร์บหลังออกกำลังกายยังสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อของคุณฟื้นฟูได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ที่ดีเป็นได้รวดเร็วกว่าเดิม

หลายคนเชื่อว่าการทานไขมันทำให้พวกเขาอ้วน แต่จริงๆ แล้วไขมันดีอย่าง ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง และไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว เช่น น้ำมันปลา ถั่ว น้ำมันมะกอก และน้ำมันคาโนล่า นั้นช่วยให้คุณเบิร์นไขมันในร่างกายได้มากกว่า การควบคุมอาหารแบบทานไขมันต่ำซะอีก (Low Fat Diet)

การรับประทานไขมันดีช่วยให้ร่างกายของคุณรักษาระดับอินซูลินให้คงที่ ซึ่งช่วยในการปกป้องไม่ให้ไขมันไปเกาะในร่างกายมากขึ้น

สิ่งสุดท้ายที่คุณควรทานคือใยอาหาร และผักในแต่ละมื้อ ควรผสมผักหลายๆ ประเภทเพื่อให้ได้วิตามิน และแร่ธาตุที่หลากหลาย จำเป็นต่อการสร้างซิคแพคให้คมชัด และสวยงาม

กฎข้อที่ 5: ซิตอัพร้อยครั้ง พันครั้ง เลิกซะ



ท่าฝึกประเภทคอมพาวด์, ท่าที่เคลื่อนไหวโดยใช้ข้อต่อมากกว่าหนึ่งจุด, ท่าเคลื่อนไหวทั้งร่างกาย ท่าเหล่านี้จะใช้พลังงานมาก ซึ่งไขมันก็ถูกเบิร์นออกมากตามนั้น แถมยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้นอีกด้วยซึ่งผลตอบรับนั้นดีกว่าการทำซิตอัพ หรือท่าครันช์ (Crunche)เป็นไหนๆ

มันเป็นอะไรที่เสียเวลามากๆ กับการทำซิตอัพร้อยครั้ง คุณต้องเสียเวลาในการออกกำลังกายไปมากเมื่อเทียบกับจำนวนไขมันที่ถูกเบิร์นออกไป

หากคุณต้องการมีหุ่นเหมือนฟิตเนสโมเดล โดยทั่วไปแล้วจำนวนเวลาที่ใช้ในการฝึกกล้ามท้องจะใช้ประมาณ 20 นาที โดยฝึกสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์แค่นั้นเอง ไม่มีเหตุผลที่จะต้องฝึกมากกว่านั้น และด้านล่างนี้เป็นท่าคอมพาวด์ที่เราแนะนำให้คุณเพิ่มมันลงในโปรแกรมฝึกของคุณ

  • Barbell Squat
  • Dumbbell Lunges
  • Barbell Deadlifts
  • Military Press
  • Dips
  • Close-Grip Bench Press
  • Pullups
  • Bench Press
  • Push-ups

กฎข้อที่ 6: เลือกทำคาร์ดิโออย่างชาญฉลาด

คุณอาจจะเคยได้ยินมาว่าวิธีที่จะเบิร์นไขมันที่ดีที่สุดคือการทำคาร์ดิโอให้ได้นานๆ และใช้ความเข้มข้นในการฝึกน้อยๆ ถึงปานกลาง วิธีนี้สามารถช่วยลดไขมันได้ดี แต่เรามีวิธีที่ดีกว่า ซึ่งเรียกกันว่า Interval Workout หรือการออกกำลังกายหนักสลับเบาที่รวมกับการออกกำลังกายกล้ามท้อง

ระหว่างที่คุณอยู่ในคาบฝึกเบาของ Interval Workout ให้คุณบริหารกล้ามเนื้อท้องไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณฝึกโดยการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือวิ่งบนลู่วิ่ง ให้วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดที่คุณสามารถทำได้เป็นเวลา 30 วินาที

หลังจากนั้นให้คุณบริหารกล้ามท้องทันที อาจฝึกโดยการทำท่า Crunche 20 ครั้ง 1 เซ็ต และกลับไปวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดอีก 30 วินาที ทำซ้ำอย่างนี้ให้ได้ 5-8 ครั้ง

คุณสามารถเปลี่ยนท่าบริหารกล้ามท้องเป็นหลายๆ ท่าได้ตามที่คุณต้องการระหว่างอยู่ในช่วงของการทำ Interval Workout เช่น Reverse Crunche, Plank

สรุป
กุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณมีซิคแพคที่สวยงาม คมชัดคือคุณต้องเน้นไปที่การทานอาหาร ผสมกับการบริหารกล้ามเนื้อด้วยท่าคอมพาวด์ และทำคาร์ดิโออย่างชาญฉลาดในโปรแกรมออกกำลังกายของคุณ และนี่เป็นเคล็ดลับที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการมีซิคแพคที่สวยงาม

ที่มา: BodyBuilding
read more →

คุณเกลียดท่าฝึกกล้ามท้องไหม?

ที่จริงแล้วกล้ามหน้าท้องของคุณสามารถเติบโตได้ แม้ไม่ต้องฝึกมันตรงๆ ก็ได้ เหมาะสำหรับคนที่เบื่อท่าฝึกกล้ามท้องอย่างเช่น ท่า Crunch , หรือท่า Sit-up


หน้าที่หลักของกล้ามเนื้อหน้าท้องคือป้องกันไม่ให้กระดูกสันหลังงอ, บิด, หรือยืดมากเกินไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเพื่อรักษาความสมดุลย์ให้กับร่างกาย และการมีกล้ามท้องที่แข็งแรงจะช่วยพยุงไม่ให้อวัยวะภายในดันจนท้องป่องออกมา ทำตามทั้งสามขั้นตอน แล้วคุณจะเริ่มเห็นร่องกล้ามท้องของคุณปรากฎออกมา


ขั้นที่ 1: ยกให้สูงกว่าศีรษะ
การฝึกท่า Military Press และท่า Snatch นั้นกล้ามหน้าท้องของคุณจะถูกใช้งานอย่างหนักเพื่อรักษาฟอร์มขณะยกขึ้น

ท่า Military Press


ท่า Snatch 


ขั้นที่ 2: ยกด้วยขาข้างเดียว หรือด้วยแขนข้างเดียว
การฝึกแค่ข้างเดียวของร่างกายจะสร้างความท้าทายให้กับการรักษาสมดุลย์ของร่างกายคุณ นั่นหมายความว่ากล้ามเนื้อช่วงลำตัว หรือกล้ามหน้าท้องจะทำงานมากขึ้น

ขั้นที่ 3: จับ และโยน
การฝึกโดยการส่งลูกหนังสำหรับโยนออกกำลัง หรือ Medicine Ball กล้ามท้องจะถูกใช้งานระหว่างการรับและการส่ง

(เพิ่มเติม: 3 เหตุผลที่ทำไมเล่นกล้ามท้องไม่โดน)

สิ่งสำคัญ: กินคลีน ไม่สำคัญว่าคุณจะมีกล้ามท้องที่แข็งแรงขนาดไหน ซิคแพ็คของคุณจะยังไม่ปรากฎออกมาจนกว่าไขมันในร่างกายของคุณจะลดเหลือประมาณ 10 % นอกจากการออกกำลังกายแล้ว ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมอาหารด้วย

(เพิ่มเติม: เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย: ผู้ชาย)

ที่มา: MuscleAndFitness
read more →

ท่า Side Plank เพื่อกระชับหน้าท้องด้านข้าง

หลายคนคงรู้จักท่าออกกำลังกายหน้าท้องสุดฮิตอย่างท่า Plank แต่ท่า Plank ปกตินั้นจะเน้นที่กล้ามท้องด้านหน้า (abs) แต่สำหรับผู้ที่อยากกระชับหน้าท้องด้านข้าง (oblique) ควรเพิ่มท่า Plank ด้านข้างหรือ Side Plank เข้าไปในโปรแกรมการฝึกของคุณ การมีกล้ามเนื้อช่วงลำตัวที่แข็งแรงจะช่วยให้คุณสามารถออกกำลังกายประเภทต่างๆ เช่น วิ่ง, ว่ายน้ำ, หรือเต้นได้นานและหนักขึ้น บทความนี้จะนำเสนอท่า Side Plank หลายๆ ท่า ซึ่งจะเรียงลำดับจากง่ายไปถึงยาก

1. Side Plank


เริ่มต้นด้วยท่า Side Plank แบบปกติก่อน ซึ่งท่านี้จะช่วยกระชับกล้ามท้องทั้งด้านหน้าและด้านข้างได้ดี

- เริ่มโดยการอยู่ในท่า Plank แบบปกติ (ท่าเตรียมของท่าดันพื้น แขนตรง) จากนั้นหมุนลำตัวด้านซ้ายขึ้นพร้อมกับเท้าด้วย จากนั้นร่างกายคุณจะรักษาสมดุลย์ด้วยเท้าซ้าย และลำตัวด้านขวา ถ้าอยากเพิ่มความท้าทายให้เอาเท้าขวาวางไว้บนเท้าซ้าย

- ยกแขนขวาขึ้นด้านบนและยกสะโพกของคุณขึ้นให้ห่างจากพื้นเพื่อให้กล้ามท้องด้านข้าง (oblique) ได้ทำงาน จากนั้นวางต้นขาข้างซ้ายไว้บนต้นขาข้างขวา ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายคุณเสถียรขึ้น


- วางนิ้วมือของคุณไว้บนพื้น

- ค้างไว้ 30 วินาทีหรือจนกว่าจะไม่ไหว เมื่อครบกำหนดให้เปลี่ยนไปทำอีกข้าง เมื่อทำครบทั้งสองข้างนับเป็น 1 เซ็ตแล้วพัก ทำ 3 เซ็ต

(เพิ่มเติม: วิธีฝึกท่า Plank: เพิ่มความแข็งแรงของช่วงลำตัว)

2. Pulsing Side Elbow Plank


ท่านี้เหมาะกับการกระชับกล้ามท้องด้านข้างมากๆ แถมกล้ามเนื้อปีกหลังของคุณ (lat) ยังได้ทำงานอีกด้วย

- เริ่มต้นโดยอยู่ในท่า Plank ที่ใช้ข้อศอกข้างขวาพร้อมกับเหยียดขาตรงและให้เท้าข้างซ้ายวางบนเท้าข้างขวา

- หายใจเข้าพร้อมกับลดเอวลงไปจนเกือบจะแตะที่พื้น จากนั้นหายใจออกพร้อมกับยกเอวขึ้นมาในท่าเริ่มต้นนับเป็น 1 ครั้ง

- ทำซ้ำ 10 - 15 ครั้งต่อ 1 เซ็ต แล้วเปลี่ยนไปทำอีกข้าง ทำทั้งหมด 3 เซ็ต

(เพิ่มเติม: ทำไมพุงถึงไม่หายไปสัก)

3. Star Plank


ท่านี้เหมาะสำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญในการทำท่า Side Plank แล้ว ถึงเวลาที่จะเพิ่มความท้าทายให้กับกล้ามเนื้อช่วงลำตัวของคุณ โดยการยกขาอีกข้างขึ้นด้านบน หากคุณทำท่านี้ได้ถือว่าคุณแข็งแรงมาก

- รักษาสมดุลย์ร่างกายของคุณโดยใช้มือข้างขวา และเท้าขวาด้านนอก จากนั้นยกแขนข้างซ้ายขึ้นค้างไว้ในอากาศ ถือเป็นท่าเตรียม

- พยายามรักษาหลังให้ตรง จากนั้นยกขาข้างซ้ายขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่สูงได้ไม่ให้เอวของคุณโน้มลงมาที่พื้น จากนั้นค่อยๆ ลดขาข้างขวาลงมาอยู่ในท่าเตรียม

- ทำ 10 - 15 ครั้งในแต่ละข้าง ทำทั้งหมด 3 เซ็ต

(เพิ่มเติม: 3 เหตุผลที่ทำไมเล่นกล้ามท้องไม่โดน)

4. Elbow Plank With a Twist


เพิ่มการบิดลำตัวเข้าในในท่า Side Plank ซึ่งจะทำให้กล้ามท้องด้านข้างของคุณทำงานมากขึ้น

- เริ่มต้นโดยทำท่า Plank ด้วยข้อศอกข้างขวา และวางเท้าซ้ายไว้บนเท้าขวา วางนิ้วมือข้างขวาทั้งหมดลงกับพื้น โดยนิ้วมือชี้ออกจากลำตัวของคุณ

- วางแขนข้างซ้ายไว้บนศรีษะ และหายใจเข้าเพิ่มเตรียมตัว


- หายใจออกพร้อมกับหมุนลำตัวด้านซ้ายจนมาจนกระทั้งปลายข้อศอกของแขนข้างซ้ายสัมผัสกับมือข้างขวาของคุณ ค้างไว้ซักพักแล้วบิดลำตัวเข้าไปอีกเพื่อให้กล้ามท้องได้ทำงานมากขึ้น

- จากขึ้นกลับคืนสู่ท่าเตรียมและทำซ้ำ 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนไปทำอีกข้าง ทำทั้งหมด 3 เซ็ต

(เพิ่มเติม: ท่าออกกำลังกายกระชับหน้าอก)

5. Side Plank Crunch


เป้าหมายของท่านี้คือกล้ามท้องด้านข้างทั้งหมด

- เริ่มต้นโดยทำท่า Plank โดยใช้ข้อศอกข้างซ้ายวางกับพื้นและยกมือขวาไว้หลังศรีษะของคุณ

- รักษาลำตัวของคุณให้มั่นคงจากนั้นยกเอวขึ้น และดึงขาข้างขวาขึ้่นมาพร้อมกับลดข้อศอกลงมาเล็กน้อยจนกระทั่งหัวเข่าสัมผัสกับข้อศอก

- วางขาลงไปกลับสู่ท่าเริ่มต้นนับเป็น 1 ครั้ง

- ทำ 10 ครั้งของแต่ละข้างนับเป็น 1 เซ็ต ทำทั้งหมด 3 เซ็ต

ที่มา: FitSugat
read more →

5 ท่าออกกำลังกายกล้ามท้องโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์


คุณสามารถมีกล้ามท้องที่คมชัดได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เลยก็ได้ด้วยการอออกกำลังกายแบบบอดี้เวทที่ออกแบบมาสำหรับเพิ่มความคมชัดของทุกมุมมัดกล้ามท้อง

เชื่อว่าใครหลายคนคงอยากมีกล้ามท้องซิคแพ็ค (6-pack abs) ตอนนี้เรามีโปรแกรมการฝึกที่จะฉีกมัดกล้ามท้องของคุณให้คมชัดและสวยงามยิ่งขึ้น ซึ่งโปรแกรมนี้ถูกออกแบบโดยเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญจาก IFBB (International Federation of BodyBuilders) Mr.Pierre Vuala สำหรับการออกกำลังกายกล้ามท้องโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์ Pierre Vuala กล่าวว่า "ทุกครั้งที่คุณออกกำลังกายกล้ามท้อง จำไว้เสมอว่าให้บีบมัดกล้ามเนื้อท้องทุกครั้งระหว่างออกกำลังกาย" ไม่มีอุปกรณ์หรือ? ไม่ใช่ปัญหา

ข้อแนะนำ
ให้ออกกำลังกายตามโปรแกรมนี้ 3 ครั้ง/สัปดาห์ หลังจากที่ทำการเวทกล้ามเนื้อส่วนอื่นเสร็จ ถ้าเป็นไปได้ควรมีเสื่อหรือแผ่นรองออกกำลังกาย




โปรแกรมออกกำลังกาย
1. Alternating V-up
จำนวนครั้ง: 5 sets, set ละ 20 ครั้ง (ทำครบขาสองข้างนับ 1 ครั้ง)
คำอธิบาย:
ใช้แขนกับขาคนละข้างแตะกันที่จุดกลางของรูปตัว V ที่ตัวคุณ
พัก: 1-1.5 นาที


2. Side Plank with Pulse
จำนวนครั้ง: ค้างไว้ 4 นาทีของแต่ละด้าน
คำอธิบาย:
ทำท่า side plank ค้างไว้ 30 วินาทีแล้วแตะสะโพกกับพื้น ทำ 4 ครั้งแล้วเปลี่ยนไปทำอีกข้าง เมื่อทำครบแล้วให้วนกลับมาทำอีกรอบจนครบข้างละ 4 นาที
พัก: 1-1.5 นาที



3. Reverse Cruch
จำนวนครั้ง: 4 sets, set ละ 25 ครั้ง
คำอธิบาย:
ในขณะที่นอนลงให้เอามือไว้ด้านข้างของลำตัวแตะพื้นไว้ แล้วเหยียดขาออกไปตรงๆ โดยให้ตัวเข่าทำมุมประมาณ 90 องศาแล้วใช้กล้ามท้องช่วงล่างดึงขาเข้ามาจนหัวเข่าแตะกับหน้าอก จะสังเกตุได้ว่าหลังช่วงล่างจะลอยออกจากพื้น
พัก: 2 นาที


4. Sitting Knee-ins
จำนวนครั้ง: 4 sets, set ละ 20 ครั้ง
คำอธิบาย:
นั่งลงเอาแขนแตะไว้กับพื้นหรืออาจจะยกก็ได้ เหยียดขาออกไปตรงๆ แล้วดึงขากลับเข้ามา
พัก: 1-1.5 นาที


5. Broomstick Torso Twist 
จำนวนครั้ง: 4 sets, set ละ 1 นาที เสร็จแล้วพัก 30 วินาที
คำอธิบาย:
ขณะที่ยืนหรือนั่งให้เอาไม้กวาดหรือแท่งอะไรก็ได้ที่มีขนาดยาวและมีน้ำหนักไม่มากมาวางไว้ที่บ่าด้านหลัง ระหว่างที่ออกกำลังกายอย่าให้สะโพกเคลื่อนที่ ขณะหมุนไปแต่ละข้าง และอย่าขยับหัวตามให้หาอะไรก็ได้มาเป็นจุดโฟกัส ซึ่งจะช่วยให้ไม่เกิดอาการเวียนศีรษะ



ที่มา: mensfitness
read more →

ท่าออกกำลังกายเพื่อหน้าท้องที่แบนราบ



4 ท่าออกกำลังกายที่รับรองได้ว่า คุณจะรู้สึกได้ว่ามีกล้ามท้องภายใน 6 สัปดาห์


1. Reverse Wood Chop


ย่อลงเหมือนท่า squat ถือลูกบนไว้โดยยื่นแขนไปทางสะโพกด้านขวา เหยียดแขนให้ตรงไว้อย่างอ (a) แล้วค่อยๆ ยกลูกบอลขึ้นโดยรักษาแขนให้ตรงไว้ พร้อมทั้งค่อยๆ ยืดตัวขึ้นจนกระทั่งลูกบอลอยู่เหนือไหล่ด้านซ้ายของคุณ (b) เสร็จแล้วกลับไปท่าเริ่มต้น นับเป็น 1 ครั้ง



2. Single-Arm Lunge



ถือดัมเบลไว้และยกขึ้นด้วยแขนขวาเก็บศอกให้แนบชิบกับหู (a) ก้าวเท้าซ้ายของคุณออกมาข้างหน้า ค่อยๆ ย่อลงจนกระทั่งต้นขาของคุณขนานกับพื้น สังเกตุว่าอย่าให้หัวเข่าเลยปลายเท้า (b) เสร็จแล้วก็กลับคืนท่าเริ่มต้น นับเป็น 1 ครั้ง


3. T-Stabilizer



เตรียมอยู่ในท่าดันพื้น (push-up) (a) ถ่ายเทน้ำหนักไปที่มือซ้ายของคุณ และหมุนลำตัวโดยให้แขนขวาลอยขึ้นไปด้านบน (b) อยู่ในท่านี้ค้างไว้ 1 หรือ 2 วินาที แล้วกลับมาสู่ท่าเริ่มต้น นับเป็น 1 ครั้ง


4. Single-Arm Bent-over Row



ถือดัมเบลไว้ในมือขวา งอหัวเขาแล้วยื่นลำตัวไปข้างหน้าโดยให้หัวและสะโพกของคุณอยู่ในแนวเดียวกัน (a) รั้งกล้ามท้องของคุณไว้แล้วดึงดัมเบลขึ้นมาแตะที่หน้าอก (b) โดยให้ลำตัวของคุณอยู่นิ่งๆ กลับสู่ท่าเริ่มต้น นับเป็น 1 ครั้ง


ทำให้ครบทั้ง 2 ข้าง ทั้งขวาและซ้าย โดยในแต่ละท่าให้ทำท่าละ 8 - 10 ครั้ง

ที่มา: womenshealthmag
read more →